บทเรียนสำคัญ
1 วิดีโอน้ำละหมาด
3 วิดีโอการละหมาด
3 วิดีโอคำถามสำคัญ
279 คำถามหมวดว่าด้วยหลักการเชื่อมั่น42
คำถามที่ 1: พระผู้อภิบาลของท่านคือใคร?
คำตอบ : พระเจ้าของฉันคืออัลลอฮ์ ผู้ทรงเลี้ยงดูฉันและเลี้ยงดูสรรพสิ่งทั้งมวลด้วยพระเมตตาของพระองค์ พระองค์คือผู้ที่ฉันเคารพภักดี และฉันไม่มีผู้ที่สมควรแก่การเคารพภักดีอื่นใดนอกจากพระองค์ พระองค์คือผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงกรรมสิทธิ์ ผู้ประทานปัจจัยยังชีพ และผู้ทรงบริหารจัดการทุกสิ่งในสากลจักรวาล
ดังหลักฐานที่อัลลอฮ์ ตรัสว่า: ความหมาย “บรรดาการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก” (อัลฟาติหะฮ์ : 2)
คำถามที่ 2: ศาสนาของท่านคืออะไร?
คำตอบ: ศาสนาของฉันคืออิสลาม และอิสลามคือ การสวามิภักดิ์ด้วยกับการให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียว และยอมจำนนต่อพระองค์ด้วยกับการเชื่อฟังปฏิบัติตาม และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการตั้งภาคีและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “แท้จริงศาสนา ณ ที่อัลลอฮ์นั้นคืออิสลาม” (อาลอิมรอน : 19)
คำถามที่ 3: ใครเป็นศาสนทูตของท่าน?
คำตอบ: ศาสนทูตของฉันคือมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “มุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์” (อัลฟัตห์ : 29)
คำถามที่ 4: จงบอกเกี่ยวกับถ้อยคำแห่งการให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ พร้อมกับความหมายของมัน?
คำตอบ: ถ้อยคำแห่งการให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ คือ “ลาฮิลาฮะ อิลลัลลอฮ์” ความหมายของมันคือ “ไม่มีผู้ที่คู่ควรแก่การเคารพภักดี นอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น”
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “ดังนั้นเจ้า (โอ้มุหัมมัด) พึงทราบเถิดว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าที่ถูกเคารพภักดีที่แท้จริง นอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น” (มุหัมมัด : 19)
และพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสว่า: ความว่า (เช่นนั้นแหละ เพราะว่าอัลลอฮ์ คือผู้ทรงสัจจะ และแท้จริงสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากพระองค์เป็นความเท็จ และแท้จริงอัลลอฮ์ คือผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่) (อัล-ฮัจญ์: 62)
คำถามที่ 5: อัลลอฮ์ทรงอยู่ที่ใด?
คำตอบ: อัลลอฮ์ทรงอยู่บนชั้นฟ้า พระองค์ทรงอยู่เหนือบัลลังก์ ซึ่งอยู่เหนือบรรดาสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “ผู้ทรงกรุณาปราณีทรงสถิตอยู่เหนือบัลลังก์” (ฏอฮา : 5)
และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า: ความหมาย “และพระองค์คือผู้ทรงปรากฏแจ้งอยู่เหนือปวงบ่าวของพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง” (อัลอันอาม : 18)
คำถามที่ 6: อะไรคือความหมายของการปฏิญาณว่า “อันนะ มุหัมมะดัน เราะสูลุลลอฮฺ” ความว่า “มุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์”?
คำตอบ: ความหมายของมันคือ แท้จริงอัลลอฮ์ได้ส่งท่านมายังมวลมนุษยชาติ ในฐานะเป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้แนะนำตักเตือน
และจำเป็นจะต้องปฏิบัติต่อท่านดังนี้ :
1. เชื่อฟังในสิ่งที่ท่านกำชับใช้
2. เชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านบอกกล่าว
3. ไม่ฝ่าฝืนต่อคำห้ามปรามของท่าน
4. เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เฉพาะสิ่งที่ท่านได้กำหนดรูปแบบเอาไว้เท่านั้น กล่าวคือการปฏิบัติตามแบบอย่าง (ซุนนะฮ์) และละทิ้งการอุตริกรรม (บิดอะฮ์)
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “ผู้ใดที่เชื่อฟังศาสนทูต (มุหัมมัด) แท้จริงเขาได้เชื่อฟังต่ออัลลอฮ์แล้ว” (อันนิสาอ์ : 80)
และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “และเขา (มุหัมมัด) มิได้พูดตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ* แต่นั่นคือโองการที่ถูกประทานลงมา” (อันนัจญ์มุ : 3-4)
และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “ขอสาบาน แท้จริงในศาสนทูตของอัลลอฮ์นั้นมีแบบอย่างอันดีงามสำหรับพวกเจ้า สำหรับผู้ที่หวังในการพบกับอัลลอฮ์และวันปรโลก และรำลึกถึงอัลลอฮ์อย่างมากมาย” (อัลอะห์ซาบ : 21)
คำถามที่ 7: อัลลอฮ์ทรงสร้างพวกเรามาเพื่อเป้าหมายอันใด?
คำตอบ : พระองค์ทรงสร้างพวกเรามาเพื่อการเคารพภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียว โดยไม่มีภาคีอันใดต่อพระองค์ และพระองค์มิได้สร้างเรามาเพื่อความสนุกเพลิดเพลิน หรือทิ้งเราโดยไม่มีเป้าหมายใด
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “และข้ามิได้สร้างญินและมนุษย์มาเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อการเคารพภักดีต่อข้าเท่านั้น” (อัซซาริยาต : 56)
คำถามที่ 8 : อิบาดะฮ์คืออะไร?
คำตอบ : คือ เป็นคำนามที่รวบรวมทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงรักและพอพระทัย ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำทั้งในที่ลับและที่เปิดเผย
การงานที่เปิดเผย: ตัวอย่างเช่น การรำลึกถึงอัลลอฮ์ด้วยลิ้น การกล่าวสุบหานัลลอฮ์ การกล่าวอัลฮัมดุลิลลาฮ์ การกล่าวอัลลอฮุอักบัร การละหมาด และการทำฮัจญ์ เป็นต้น
การงานในที่ลับ: ตัวอย่างเช่น การมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ความเกรงกลัว และความหวัง เป็นต้น
คำถามที่ 9 : สิ่งจำเป็นที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเราคืออะไร?
คำตอบ: สิ่งจำเป็นที่สำคัญยิ่งสำหรับเราคือ การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า (และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง) (อัล-บัยยินะฮ์ : 5)
คำถามที่ 10 : การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์มีกี่ประเภท?
คำตอบ : การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ มี 3 ประเภท ดังนี้
1.เตาหีดอัรรุบูบียะฮ์ หมายถึง การศรัทธาว่าแท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงสร้าง ผู้ประทานปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงกรรมสิทธิ์ และผู้ทรงบริหารกิจการทั้งหลาย แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่มีภาคีหุ้นส่วนใดกับพระองค์
2.เตาหีดอัลอุลูฮียะฮ์ หมายถึง การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์โดยการเคารพภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียว ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดสมควรได้รับการเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์
3.เตาหีดอัลอัสมาอ์วัศศิฟาต หมายถึง การศรัทธาต่อพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ์ ตามที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอานและสุนนะฮ์ โดยไม่มีการเทียบเคียง ไม่มีการเปรียบเทียบ ไม่ปฏิเสธกับสิ่งใดและไม่เทียบวิธีการกับสิ่งใด
หลักฐานของการให้เอกภาพต่ออัลอฮ์ทั้ง 3 ประเภท ส่วนหนึ่งมีดังนี้: อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “พระเจ้าแห่งบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง ดังนั้นจงเคารพภักดีต่อพระองค์ และจงอดทนต่อการเคารพภักดีต่อพระองค์ เจ้ารู้หรือว่ามีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์” (มัรยัม : 65)
คำถามที่ 11 : อะไรคือบาปที่ร้ายแรงที่สุด?
คำตอบ : การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้มีภาคีขึ้นแก่พระองค์ และพระองค์จะทรงอภัยให้แก่สิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคีขึ้นแก่อัลลอฮ์แล้ว แน่นอนเขาได้อุปโลกน์บาปกรรมอันใหญ่หลวงขึ้น” (อันนิสาอ์ : 48)
คำถามที่ 12 : อะไรคือการตั้งภาคี และประเภทต่าง ๆ ของมัน?
คำตอบ : การตั้งภาคี คือการมีสิ่งอื่นร่วมกับอัลลอฮ์ ทั้งในการเคารพภักดี การเป็นผู้อภิบาล หรือในพระนามและคุณลักษณะของพระองค์
และส่วนหนึ่งจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ คือการมอบการเคารพบูชาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งให้แก่สิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง
ประเภทของการตั้งภาคี มีดังนี้ คือ:
การตั้งภาคีใหญ่ เช่น การวิงวอนขอต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ หรือการก้มกราบต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ หรือการเชือดสัตว์พลีต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์
การตั้งภาคีเล็ก คือโดยมันนั้นไม่ทำให้ออกจากอิสลาม เช่น การสาบานต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ หรือเครื่องรางของขลัง กล่าวคือ การแขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อเป็นสื่อในการให้ได้รับประโยชน์หรือป้องกันจากอันตราย และการโอ้อวดเล็กน้อย อาทิ การละหมาดอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ผู้คนที่เห็นนั้นชื่นชม
คำถามที่ 13 : นอกจากอัลลอฮ์แล้วยังมีผู้ที่รู้สิ่งเร้นลับอีกหรือไม่?
คำตอบ: ไม่มีใครรู้สิ่งเร้นลับนอกจากอัลลอฮ์เพียงผู้เดียวเท่านั้น
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) ไม่มีผู้ใดในบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินจะรู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัยนอกจากอัลลอฮ์ และพวกเขาจะไม่รู้ว่าเมื่อใดพวกเขาจะถูกให้ฟื้นคืนชีพ” (อันนัมล์ : 65)
คำถามที่ 14 : อะไรคือหลักการศรัทธา?
คำตอบ : หลักการศรัทธามี 6 ประการ ดังนี้:
1. ศรัทธาต่ออัลลอฮ์
2. ศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์
3. ศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์
4. ศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูต
5. ศรัทธาต่อวันปรโลก
6. ศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวะทั้งดีและชั่ว
มีหลักฐานจากหะดีษญิบรีล ที่เป็นที่รู้จักในบันทึกของอิม่ามมุสลิม ญิบรีลได้กล่าวแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า: “โปรดบอกฉันเกี่ยวกับหลักการศรัทธาด้วยเถิด” ท่านนบีมุหัมมัดกล่าวว่า “คือการที่ท่านจะต้องศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ต่อบรรดาเราะสูลของพระองค์ ต่อวันปรโลก และท่านจะต้องศรัทธาต่อกฎสภาวะทั้งดีและชั่วของพระองค์”
คำถามที่ 15 : อะไรคือความหมายของหลักการศรัทธา?
คำตอบ : 1. การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ คือจะต้องศรัทธาว่า แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ทรงสร้างเจ้า และทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เจ้า พระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงบริหารจัดการสิ่งถูกสร้างทั้งหลายแต่เพียงผู้เดียว พระองค์คือผู้ที่สมควรได้รับการเคารพสักการะ และไม่มีผู้ที่สมควรได้รับการเคารพสักการะโดยชอบธรรมอื่นใดนอกจากพระองค์เพียงผู้เดียว พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างและทรงบัญชา ทรงเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์และบทบัญญัติต่าง ๆ โดยลำพัง ไม่มีผู้ใดเป็นภาคีร่วมกับพระองค์
แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ทรงสมบูรณ์แบบ ซึ่งการสรรเสริญทั้งมวลนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ สำหรับพระองค์ทรงมีพระนามอันวิจิตร และมีคุณลักษณะอันสูงส่ง และสำหรับพระองค์ไม่มีหุ้นส่วนใด และไม่มีสิ่งใดใกล้เคียงกับพระองค์
2. การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ มะลาอิกะฮ์เป็นสิ่งถูกสร้าง ซึ่งอัลลอฮ์ได้ทรงสร้างพวกเขามาจากรัศมี เพื่อการเคารพภักดีต่อพระองค์ เพื่อการยอมจำนนต่อคำสั่งใช้ของพระองค์อย่างศิโรราบ
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "แต่ว่าพวกเขา (มลาอิกะฮ์) เป็นบ่าวผู้มีเกียรติ* พวกเขาจะไม่ชิงกล่าวคำพูดก่อนพระองค์ และพวกเขาปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์" (อัล-อันบิยาอ์ : 26-27)
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "มะลาอิกะฮ์ถูกสร้างขึ้นจากรัศมี" รายงานโดย มุสลิม
และส่วนหนึ่งจากบรรดามะลาอิกะฮ์ คือ ญิบรีล อะลัยฮิสสะลาม ซึ่งมีหน้าที่นำโองการของอัลลอฮ์มายังบรรดาศาสนทูต อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: ความว่า "และแท้จริงมัน เป็นการประทานลงมาของพระเจ้าแห่งสากลโลก* อัรรูห์ ผู้ซื่อสัตย์ ได้นำมันลงมา* ยังหัวใจของเจ้าเพื่อเจ้าจักได้เป็นผู้ตักเตือนคนหนึ่ง* เป็นภาษาอาหรับอันชัดแจ้ง" (อัช-ชุอะรออ์: 192-195)
3. การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ คือบรรดาคัมภีร์ที่อัลลอฮ์ได้ประทานให้แก่บรรดาศาสนทูตของพระองค์
เช่น อัลกุรอาน: ถูกประทานให้แก่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
อัลอินญีล: ถูกประทานให้แก่ท่านนบีอีซา อะลัยฮิสสลาม
อัตเตารอต: ถูกประทานให้แก่ท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม
อัซซะบูร: ถูกประทานให้แก่ท่านนบีดาวุด อะลัยฮิสสลาม
ศุฮุฟอิบรอฮีมและมูซา: ถูกประทานให้แก่ท่านนบีอิบรอฮีมและท่านนบีมูซา อะลัยฮิมัสสลาม
4. การศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์ พวกเขาเป็นผู้ที่อัลลอฮ์ได้ส่งไปสอนปวงบ่าวของพระองค์ โดยเป็นผู้แจ้งข่าวดีในเรื่องความดีงามและสวรรค์ ตักเตือนในเรื่องความชั่วร้ายและนรก
และผู้ที่ประเสริฐสุดจากพวกเขาเหล่านั้น คือผู้ที่แบกรับภาระอันหนักยิ่ง ซึ่งได้แก่:
นูห์ อะลัยฮิสสลาม
อิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม
มูซา อะลัยฮิสสลาม
อีซา อะลัยฮิสสลาม
มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
5. การศรัทธาต่อวันปรโลก คือศรัทธาต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากการเสียชีวิต ขณะอยู่ในหลุมฝังศพ รวมถึงวันกิยามะฮ์ วันแห่งการฟื้นคืนชีพและการสอบสวนคิดบัญชี โดยที่ชาวสวรรค์จะได้พำนักในสถานที่สำหรับพวกเขา และชาวนรกนั้นก็จะพำนักอยู่ในสถานที่สำหรับพวกเขา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "แต่ละชีวิตนั้น จะได้ลิ้มรสแห่งความตาย และแท้จริงที่พวกเจ้าจะได้รับรางวัลของพวกเจ้าโดยครบถ้วนนั้น คือวันปรโลก แล้วผู้ใดที่ถูกให้ห่างไกลจากไฟนรก และถูกให้เข้าสวรรค์แล้วไซร้ แน่นอน เขาก็ชนะแล้ว และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้น มิใช่อะไรอื่น นอกจากสิ่งอำนวยประโยชน์แห่งการหลอกลวงเท่านั้น" (อาล-อิมรอน: 185)
6. การศรัทธาต่อกฎสภาวะทั้งดีและร้ายมาจากอัลลอฮ์
กฎสภาวะ หมายถึง การเชื่อว่าอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ต่อทุกสรรพสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้ ซึ่งพระองค์ได้กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ในแผ่นจารึกที่ถูกพิทักษ์ไว้อย่างดี และตามที่พระองค์ทรงประสงค์ให้มี และทรงสร้างมันขึ้นมา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “แท้จริงทุกสรรพสิ่งนั้น เราสร้างมันขึ้นมาตามสัดส่วน” (อัลเกาะมัร : 49)
และกฎสภาวะมีองค์ประกอบ 4 ลำดับ ดังนี้:
1. ความรู้ของอัลลอฮ์ หมายถึง การศรัทธาต่อความรู้ของอัลลอฮ์ที่มีมาก่อนทุกสรรพสิ่ง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้น และหลังจากที่เกิดขึ้นแล้ว
หลักฐานของมันคือ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ความรู้แห่งวันอวสานมีอยู่ ณ ที่พระองค์ และพระองค์ทรงประทานฝนลงมา และพระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในมดลูก และไม่มีชีวิตใดรู้ว่า ณ แผ่นดินใดที่จะตาย แท้จริงอัลลอฮ์ คือผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน” (ลุกมาน : 34)
2. ศรัทธาว่าแท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกทุกสรรพสิ่งไว้ในแผ่นจารึกที่ถูกพิทักษ์ไว้เป็นอย่างดี ดังนั้นทุกสรรพสิ่งที่ได้เกิดขึ้นผ่านมาแล้ว หรือที่จะเกิดขึ้น ก็ล้วนถูกบันทึกไว้ในแผ่นจารึก ณ พระองค์
หลักฐานของมันคือ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และที่พระองค์นั้นมีบรรดากุญแจแห่งความเร้นลับ โดยที่ไม่มีใครรู้ถึงกุญแจเหล่านั้น นอกจากพระองค์เท่านั้น และพระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน และในทะเล และไม่มีใบไม้ใดร่วงหล่นลงนอกจากพระองค์จะทรงรู้มัน และไม่มีเมล็ดพืชใด ซึ่งอยู่ในความมืดของแผ่นดิน และไม่มีสิ่งที่อ่อนนุ่มใด และสิ่งที่แห้งใด นอกจากจะอยู่ในบันทึกอันชัดแจ้ง” (อัลอันอาม : 59)
3. ศรัทธาว่าแท้จริงทุกสรรพสิ่งนั้นเกิดขึ้นด้วยประสงค์ของอัลลอฮ์ และจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นจากพระองค์หรือจากผู้ที่พระองค์ทรงสร้าง ยกเว้นด้วยความประสงค์ของพระองค์ และบ่าวนั้น มีสิทธิเลือก มีสิทธิกระทำ และมีการอนุมัติ แต่ทว่า การกระทำและการอนุมัตินั้น จะเกิดขึ้นหลังจากการอนุมัติของอัลลอฮ์ ตะอาลา
หลักฐานของมันคือ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า“สำหรับบุคคลในหมู่พวกเจ้าที่ประสงค์อยู่ในทางอันเที่ยงตรง 28 และพวกเจ้าจะไม่สมประสงค์สิ่งใดเว้นแต่อัลลอฮ์พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกจะทรงประสงค์ 29” (อัตตักวีร : 28-29)
4. ศรัทธาว่าแท้จริงทุกสรรพสิ่งเป็นสิ่งถูกสร้าง และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงสร้าง โดยที่พระองค์ทรงสร้างรูปลักษณ์ คุณลักษณะ อิริยาบถต่าง ๆ และทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในนั้น
หลักฐานของมันคือ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “อัลลอฮ์ทรงสร้างพวกท่าน และสิ่งที่พวกท่านกระทำขึ้น” (อัศศ็อฟฟาต : 96)
คำถามที่ 16 : อะไรคือคำนิยามของอัลกุรอาน?
คำตอบ : อัลกุรอาน หมายถึง คำดำรัสของอัลลอฮ์ ซึ่งมิใช่เป็นสิ่งถูกสร้างแต่อย่างใด
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และหากว่ามีคนใดในกลุ่มมุชริกได้ขอให้เจ้าคุ้มครอง ก็จงคุ้มครองเขาเถิด จนกว่าเขาจะได้ยินดำรัสของอัลลอฮ์” (อัตเตาบะฮ์ : 6)
และมันถูกเล่าในหะดีษว่า: (ความเหนือกว่าของพระดำรัสของพระเจ้าเหนือคำอื่นๆ นั้น ก็เหมือนกับความเหนือกว่าของพระเจ้า ซึ่งเหนือสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างทั้งหลาย) รายงานโดย อัต-ติรมิซีย์
คำถามที่ 17 : สุนนะฮ์คืออะไร?
คำตอบ : สุนนะฮ์ คือ ทุกคำพูด การกระทำ การยอมรับ คุณลักษณะทางสรีระร่างกายหรือคุณลักษณะเกี่ยวกับมารยาทของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
คำถามที่ 18 : บิดอะฮ์ (อุตริกรรม) คืออะไร? และอนุญาตให้กระทำได้หรือไม่?
คำตอบ : บิดอะฮ์ คือ สิ่งมนุษย์ได้อุตริขึ้นในศาสนา โดยที่สิ่งดังกล่าวไม่มีปรากฏในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และในสมัยของบรรดาเศาะหาบะฮ์
สำหรับบิดอะฮ์นั้นไม่อนุญาตให้กระทำ และจะต้องโต้ตอบอีกด้วย
ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ทุกบิดอะฮ์นั้นเป็นความหลงผิด” รายงานโดย อบูดาวุด
และคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "ผู้ใดที่ปฏิบัติงานหนึ่งที่ไม่ใช่กิจการของเรา ถือว่าเป็นโมฆะ" รายงานโดย มุสลิม
ตัวอย่างบิดอะฮ์ การเพิ่มเติมในเรื่องอิบาดะฮ์ อาทิเช่น การเพิ่มเติมการล้างอวัยวะเป็นครั้งที่สี่ในการอาบน้ำละหมาด หรือการจัดงานเฉลิมฉลองวันประสูติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพราะพิธีกรรมดังกล่าวไม่มีรายงานมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แต่อย่างใด
คำถามที่ 19 : อะไรคือหลักการยึดมั่นเกี่ยวกับอัลวะลาอ์และอัลบะรออ์?
คำตอบ : “อัลวะลาอ์” หมายถึง การรักและสนับสนุนบรรดาผู้ศรัทธา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า“บรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิง บางส่วนของพวกเขาต่างเป็นผู้ช่วยเหลืออีกบางส่วน” (อัตเตาบะฮ์ : 71)
“อัลบะรออ์” หมายถึง การรังเกียจต่อบรรดาผู้ปฏิเสธและผู้ที่เป็นศัตรูกับบรรดาผู้ศรัทธา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “แน่นอนได้มีแบบอย่างอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้วใน (ตัว) อิบรอฮีม และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา เมื่อพวกเขากล่าวแก่หมู่ชนของพวกเขาว่า แท้จริงพวกเราขอปลีกตัวจากพวกท่าน และสิ่งที่พวกท่านเคารพภักดีอื่นจากอัลลอฮ์ เราขอปฏิเสธศรัทธาต่อ (ศาสนา) ของพวกท่าน การเป็นศัตรูและการเกลียดชังระหว่างพวกเรากับพวกท่านได้ปรากฏขึ้นแล้ว (และจะคงอยู่) ตลอดไปจนกว่าพวกท่านจะศรัทธาต่ออัลลอฮ์องค์เดียว” (อัลมุมตะหินะฮ์ : 4)
คำถามที่ 20 : อัลลอฮ์จะตอบรับศาสนาอื่นจากอิสลามหรือไม่?
คำตอบ : อัลลอฮ์จะไม่ทรงตอบรับแนวทางใดอื่นจากอิสลาม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (อาล อิมรอน : 85)
คำถามที่ 21: จงยกตัวอย่างในเรื่องการปฏิเสธศรัทธาที่เกิดขึ้นได้โดยคำพูด การกระทำ และความเชื่อ?
คำตอบ: ตัวอย่างการปฏิเสธด้วยคำพูด เช่น การด่าทออัลลอฮ์หรือด่าทอท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
ตัวอย่างการปฏิเสธด้วยการกระทำ เช่น การด้อยค่าอัลกุรอาน การกราบไหว้ต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์
ตัวอย่างการปฏิเสธด้านความเชื่อ เช่น การเชื่อมั่นว่ายังมีสิ่งอื่นที่เหมาะสมแก่การเคารพภักดีอื่นจากอัลลอฮ์ หรือยังมีผู้สร้างอื่นร่วมกับอัลลอฮ์
คำถามที่ 22 : นิฟากคืออะไร? และมีกี่ประเภท?
คำตอบ:
1. นิฟากใหญ่ หมายถึง ปกปิดการปฏิเสธและแสดงตนในการศรัทธา
กรณีนี้หลุดพ้นจากวงโคจรอิสลาม และถือว่าเป็นการปฏิเสธใหญ่ (กุฟรุนอักบัร)
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “แท้จริงบรรดามุนาฟิกนั้นอยู่ในชั้นต่ำสุดของนรก และเจ้าจะไม่พบผู้ช่วยเหลือใด ๆ สำหรับพวกเขาเป็นอันขาด” (อันนิสาอ์ : 145)
2. นิฟากเล็ก อาทิเช่น การโกหก การผิดสัญญา และการบิดพลิ้ว
กรณีนี้ไม่ได้ออกจากอิสลาม แต่เขาจะได้รับความผิดและถูกลงโทษ
ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า ความว่า “เครื่องหมายคนกลับกลอกมี 3 ประการ: เมื่อเขาพูดเขาโกหก เมื่อเขาสัญญาเขาก็ผิดสัญญา และเมื่อเขาได้รับการไว้วางใจเขาบิดพลิ้ว” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 23 : ใครคือนบีหรือศาสนทูตท่านสุดท้าย?
คำตอบ : นบีหรือศาสนทูตสุดท้ายคือ นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “มุหัมมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นเราะสูลของอัลลอฮ์และคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี” (อัลอะห์ซาบ : 40)
ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ฉันเป็นนบีท่านสุดท้าย ไม่มีนบีหลังจากฉันอีกแล้ว” รายงานโดย อบูดาวุดและติรมิซีย์ และคนอื่นๆ
คำถามที่ 24 : ปาฎิหารย์ (อัลมุอ์ญิซะฮ์) คืออะไร?
คำตอบ : อัลมุอ์ยิซะฮ์ คือทุกสิ่งที่ไม่ใช่เป็นเรื่องปกติวิสัยที่อัลลอฮ์ได้ประทานให้แก่บรรดานบี เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันถึงความสัจจริงของพวกเขา อาทิเช่น
-กรณีการผ่าดวงจันทร์ของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "วันกิยามะฮ์ ได้ใกล้เข้ามาแล้ว และดวงจันทร์ได้แยกออกจากกัน* และหากพวกเขาเห็นสัญญาณ (ปาฏิหาริย์) พวกเขาก็ผินหลังให้และกล่าวว่า นี่คือมายากลที่มีมาก่อนแล้ว* และพวกเขาได้ปฏิเสธและปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของพวกเขา และกิจการทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกำหนด" (อัล-เกาะมัร: 1-3)
-กรณีทะเลแยกของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสลาม และการจมน้ำของฟิรเอาน์พร้อมไพร่พลของเขา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "และจงรำลึกเถิดว่า เมื่อตอนที่เราได้แยกน้ำทะเล เพื่อนำทางให้สูเจ้า และให้สูเจ้าผ่านทางนั้นไปได้โดยปลอดภัย และเราได้ทำให้บริวารของฟิรเอาน์ จมน้ำไปต่อหน้าต่อตาของสูเจ้า" (อัล-บะเกาะเราะห์: 50)
คำถามที่ 25 : เศาะหาบะฮ์คือใคร? และฉันจะต้องรักพวกเขาด้วยหรือไม่?
คำตอบ : เศาะหาบะฮ์ คือ ผู้ที่ได้พบกับท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ศรัทธาต่อท่าน และเสียชีวิตในอิสลาม
เราจะต้องรักพวกเขา และจะต้องปฏิบัติตามพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นผู้ที่ประเสริฐรองลงมาจากบรรดานบี
ผู้ที่ประเสริฐสุดจากพวกเขา คือ บรรดาเคาะลีฟะฮ์ทั้ง 4 ท่าน คือ:
อบูบักร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
อุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
และอะลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพตรัสเกี่ยวกับบรรดาเศาะฮาบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ว่า: ความว่า "บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ (ชาวมุฮาญิรีนจากมักกะฮ์) และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ (ชาวอันศอรจากมะดีนะฮ์) และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ด้วย และพระองค์ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างพวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาลนั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง" (อัต-เตาบะฮ์: 100)
คำถามที่ 26 : ใครคือมารดาของเหล่าผู้ศรัทธา?
คำตอบ : มารดาของผู้ศรัทธาคือ บรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “นบีมีสิทธิ์เหนือบรรดาผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง และบรรดาภริยาของพระองค์เป็นมารดาของพวกเขา” (อัลอะห์ซาบ : 6)
คำถามที่ 27 : อะไรคือหน้าที่ของเราที่พึงมีต่อวงศาคณาญาติของท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม?
คำตอบ : เราจะต้องรักใคร่และมอบความใกล้ชิดต่อพวกเขา และเราจะต้องรังเกียจต่อผู้ที่รังเกียจพวกเขาแต่เราไม่สุดโต่งในเรื่องของพวกเขา พวกเขาคือ บรรดาภรรยาของท่านนบี ลูกหลานของเขา บนีฮาชิม บนีอัลมุฏฏอลิบ จากบรรดาผู้ศรัทธา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "อัลลอฮ์เพียงแต่ต้องการที่จะขจัดความโสโครกออกไปจากพวกเจ้า โอ้สมาชิกของวงศ์ตระกูล (นบี) เอ๋ย และทรง (ประสงค์) ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์" (อัล-อะห์ซาบ: 33)
และในหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ได้กล่าวไว้ว่า: "ฉันขอตักเตือนพวกเจ้าด้วยอัลลอฮ์เกี่ยวกับอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน ฉันขอตักเตือนพวกเจ้าด้วยอัลลอฮ์เกี่ยวกับอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน ฉันขอตักเตือนพวกเจ้าด้วยอัลลอฮ์เกี่ยวกับอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน" รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 28 : อะไรคือหน้าที่ของเราที่พึงมีต่อผู้นำกิจการของมุสลิม?
คำตอบ : หน้าที่ของเราคือการให้ความเคารพพวกเขา เชื่อฟังและปฏิบัติตามพวกเขาในสิ่งที่ไม่เป็นบาป การขอดุอาอ์และให้คำแนะนำแก่พวกเขาเป็นการลับ และไม่ก่อกบฏต่อพวกเขา เว้นแต่ว่าเราจะเห็นการปฏิเสธศรัทธาอย่างชัดแจ้ง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: ความว่า (โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และเชื่อฟังเราะซูลเถิด และผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้าด้วย แต่ถ้าพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใด ก็จงนำสิ่งนั่นกลับไปยังอัลลอฮ์ และเราะซูล หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดียิ่งและเป็นการกลับไปที่สวยยิ่ง) (อัล-นิสาอ์ : 59)
คำถามที่ 29 : ที่พำนักของบรรดาผู้ศรัทธาคืออะไร?
คำตอบ : ที่พำนักของผู้ศรัทธาคือ สวนสวรรค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสไว้ว่า: ความว่า “แท้จริงอัลลอฮจะทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดีทั้งหลายเข้าสู่สวนสวรรค์อันหลากหลาย ณ เบื้องล่างสวนสวรรค์มีลำน้ำหลายสายไหลผ่าน” (มุหัมมัด : 12)
คำถามที่ 30 : ที่พำนักของบรรดาผู้ปฏิเสธคืออะไร?
คำตอบ : ที่พำนักของผู้ปฏิเสธคือ นรก อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “พึงระวังไฟนรก ซึ่งเชื้อเพลิงของมันคือมนุษย์และหิน โดยที่มันได้ถูกจัดเตรียมไว้ สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธ” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 24)
คำถามที่ 31 : อะไรคือความกลัว? อะไรคือความหวัง? และหลักฐานในเรื่องดังกล่าวมีว่าอย่างไร?
คำตอบ : “ความกลัว” คือ การเกรงกลัวต่ออัลลอฮ์ และเกรงกลัวต่อการลงโทษของพระองค์
“ความหวัง” คือ หวังการตอบแทนจากอัลลอฮ์ การอภัยโทษ และความเมตตาจากพระองค์
ดั่งหลักฐานจากดำรัสของอัลลอฮ์ ที่ีว่า: ความว่า “เหล่านั้นที่พวกเขาวิงวอนนั้น พวกมันก็ยังหวังที่จะหาทางเข้าสู่พระเจ้าของพวกมันว่า ผู้ใดในหมู่พวกมันจะเข้าใกล้ที่สุด และพวกมันยังหวังในความเมตตาของพระองค์ และกลัวการลงโทษของพระองค์ แท้จริงการลงโทษของพระเจ้าของเจ้านั้นควรน่าระวังยิ่ง” (อัลอิสรออ์ : 57)
และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า: ความหมาย “จงแจ้งแก่ปวงบ่าวของข้าว่า แท้จริงข้าคือผู้อภัย ผู้เมตตาเสมอ และแท้จริงการลงโทษของข้านั้น เป็นการลงโทษที่เจ็บแสบยิ่ง” (อัลหิจญ์ริ : 49-50)
คำถามที่ 32 : จงบอกพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ์มาบางส่วน?
คำตอบ : อัลลอฮฺ, อัรร็อบ หมายถึง พระผู้อภิบาล, อัรเราะห์มาน หมายถึง ผู้ทรงกรุณาปราณี, อัสสะเมียะอ์ หมายถึง ผู้ทรงได้ยิน, อัลบะศีร หมายถึง ผู้ทรงเห็น, อัลอะลีม หมายถึง ผู้ทรงรอบรู้, อัรร๊อซซาก หมายถึง ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ, อัลหัยยุ หมายถึง ผู้ทรงนิรันดร์, อัลอะซีม หมายถึง ผู้ทรงยิ่งใหญ่ และอื่น ๆ จากพระนามอันวิจิตรและคุณลักษณะอันสูงส่ง
คำถามที่ 33 : จงอธิบายนิยามของพระนามต่อไปนี้?
คำตอบ :
อัลลอฮ์ หมายถึง พระเจ้าผู้สมควรแก่การเคารพภักดีแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีภาคีหุ้นส่วนใด
อัรร็อบ หมายถึง พระองค์ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงบริหารจัดการแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีภาคีหุ้นส่วนใด
อัสสะเมียะอ์ หมายถึง พระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินอย่างกว้างขวางครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงได้ยินเสียงต่าง ๆ ทั้งในความแตกต่างและหลากหลาย
อัลบะศีร หมายถึง พระองค์ทรงเห็นทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กหรือสิ่งใหญ่
อัลอะลีม หมายถึง พระองค์เป็นผู้ทรงมีความรอบรู้ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
อัรเราะห์มาน หมายถึง พระองค์เป็นผู้ทรงกรุณาปราณีอย่างกว้างขวางต่อบรรดาสิ่งถูกสร้างและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ดังนั้นบรรดาปวงบ่าวและสิ่งถูกสร้างล้วนแล้วอยู่ภายใต้ความโปรดปรานของพระองค์ทั้งสิ้น
อัรร๊อซซาก หมายถึง พระองค์เป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพแก่สิ่งถูกสร้างทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ญิน และสัตว์ทั้งหลาย
อัลหัยยุ หมายถึง พระองค์เป็นผู้ทรงนิจนิรันดร์ พระองค์ไม่ทรงดับสูญ แต่สรรพสิ่งทั้งหลายนั้นจะต้องสูญสลาย
อัลอะซีม หมายถึง พระองค์เป็นผู้ทรงสมบูรณ์เพียบพร้อม และเป็นผู้ทรงยิ่งใหญ่ ทั้งด้านพระนามและคุณลักษณะ รวมถึงด้านการกระทำ
พระองค์ผู้ทรงปรีชาญาณ หมายถึง ผู้ทรงปัญญาในการสร้างสรรค์ เชี่ยวชาญ และทำให้มันสมบูรณ์แบบและดีที่สุด และพระองค์ทรงมีวิทยปัญญาในการสร้างสรรค์และการสั่งการ
และวิทยปัญญา นั่นคือ การวางสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ในที่ของมัน และวางไว้ในที่ๆ เหมาะสมสำหรับมัน
คำถามที่ 34 : หน้าที่ของเราที่มีต่อบรรดาปวงปราชญ์มุสลิมคืออะไร?
คำตอบ : เราจะต้องรักใคร่ต่อพวกเขา เมื่อมีประเด็นปัญหาทางศาสนาเราจะต้องกลับไปหาพวกเขา เราจะกล่าวถึงพวกเขาในสิ่งที่ดีงาม ส่วนผู้ที่กล่าวถึงพวกเขาในทางที่เสียหาย ถือว่ามันไม่ใช่แนวทาง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “อัลลอฮ์จะทรงยกย่องเทิดเกียรติแก่บรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้ได้รับความรู้หลายชั้น และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (อัลมุญาดะละฮ์ : 11)
คำถามที่ 35 : ใครคือผู้ที่อัลลอฮ์ทรงรักใคร่?
คำตอบ : ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงรักใคร่ คือ บรรดาผู้ศรัทธา ผู้ที่มีความยำเกรง ที่ปฏิบัติตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “พึงทราบเถิดว่า แท้จริงบรรดาคนที่อัลลอฮ์รักนั้น ไม่มีความหวาดกลัวอันใดแก่พวกเขา และพวกเขาจะไม่เศร้าโศกเสียใจ คือบรรดาผู้ศรัทธา และพวกเขามีความยำเกรง” (ยูนุส : 62-63)
คำถามที่ 36 : การศรัทธานั้นเพียงคำพูดและการปฏิบัติใช่หรือไม่?
คำตอบ : การศรัทธานั้นจะต้องประกอบไปด้วยคำพูด การปฏิบัติ และการยึดมั่น
คือ กล่าววาจาด้วยลิ้น ความเชื่อมั่น และการกระทำทางใจ และการกระทำทางอวัยวะภายนอก
ในหะดีษจาก อบู ฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "การศรัทธานั้นมีเจ็ดสิบ หรือหกสิบกว่าแขนง ที่ประเสริฐสุดคือการกล่าวคำว่า ลาอิลาฮะอิลลัลลลอฮ์ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะที่แท้จริงนอกจากอัลลอฮ์) และที่ต่ำสุดของการศรัทธาคือ การขจัดสิ่งอันตรายออกจากทางสัญจร และความละอายนั้นคือส่วนหนึ่งของการศรัทธา" รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 37 : การศรัทธานั้นมีเพิ่มขึ้นและมีลดลงใช่หรือไม่?
คำตอบ : การศรัทธานั้นจะเพิ่มขึ้นด้วยกับการเชื่อฟังปฏิบัติตาม และจะลดลงด้วยกับการฝ่าฝืน
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ที่ศรัทธานั้น คือผู้ที่เมื่ออัลลอฮ์ถูกกล่าวขึ้น หัวใจของพวกเขาก็หวั่นเกรง และเมื่อบรรดาโองการของพระองค์ถูกอ่านแก่พวกเขา โองการเหล่านั้นก็เพิ่มพูนความศรัทธาแก่พวกเขา และแด่พระเจ้าของพวกเขานั้นพวกเขามอบหมายกัน” (อัลอันฟาล : 2)
คำถามที่ 38 : หลักคุณธรรม (อัลเอิ๊ยะซาน) คืออะไร?
คำตอบ : หลักคุณธรรม คือ การเคารพภักดีต่อพระองค์อัลลอฮ์ เสมือนว่าท่านกำลังเห็นพระองค์ แม้ว่าท่านจะไม่เห็นพระองค์ แต่แท้จริงแล้วพระองค์นั้นทรงเห็นท่าน
คำถามที่ 39 : เมื่อไหร่การงานจะถูกตอบรับ ณ ที่อัลลอฮ์?
คำตอบ : การงานจะถูกตอบรับด้วยกับเงื่อนไข 2 ประการ:
1. เมื่อการงานนั้นเกิดจากความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์
2. เมื่อการงานนั้นตรงกับแบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
คำถามที่ 40 : การมอบหมายต่ออัลลอฮ์ คืออะไร?
คำตอบ : การมอบหมายต่ออัลลอฮ์ คือ การพึ่งพาต่ออัลลอฮ์ในสิ่งที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ หรือเพื่อการขจัดภัยอันตราย พร้อมกับการสร้างสาเหตุต่าง ๆ
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และผู้ใดที่มอบหมายต่ออัลลอฮ์ ก็เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับเขา” (อัฏเฏาะล๊าก : 3)
คำว่า “เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับเขา” หมายถึง อัลลอฮ์องค์เดียวเป็นที่เพียงพอแล้วสำหรับเขา
คำถามที่ 41 : อะไรคือหน้าที่การกำชับใช้ให้ทำความดีและการห้ามปรามจากความชั่ว?
คำตอบ : ความดี คือ ทุกการงานที่เชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮ์ ความชั่ว คือ การยับยั้งจากทุกสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “พวกเจ้านั้นเป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษยชาติ โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์” (อาล อิมรอน : 110)
คำถามที่ 42 : อะลุสสุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ คือใคร?
คำตอบ : พวกเขาคือ ผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาเซาะฮาบะฮ์ของท่าน ทั้งในคำพูด การกระทำและการเชื่อมั่น
คำตอบ : สาเหตุที่เรียกว่า “อะลุสสุนนะฮฺ” เพราะว่าพวกเขาปฏิบัติตามแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และไม่ทำอุตริกรรม
ส่วนคำว่า “ญะมาอะฮ์” นั้น เพราะว่าพวกเขารวมตัวกันบนแนวทางสัจธรรม และไม่แตกแยกกันในสัจธรรม
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ลูกหลานของอิสราเอลจะแตกแยกออกเป็นเจ็ดสิบสองแนวทาง และประชาชาติของฉันจะแตกแยกออกเป็นเจ็ดสิบสามแนวทาง ทั้งหมดอยู่ในนรก ยกเว้นแนวทางเดียวเท่านั้น” พวกเขากล่าวว่า แนวทางนั้นคือใคร โอ้ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์? เขากล่าวว่า “คือแนวทางของฉันและบรรดาสาวกของฉัน” รายงานโดย อัต-ติรมิซีย์
หมวดนิติศาสตร์อิสลาม48
คำถามที่ 1 : จงอธิบายความหมายของความสะอาด?
คำตอบ : ความสะอาด คือ การขจัดสภาพที่ทำให้บุคคลไม่สามารถประกอบอิบาดะฮ์บางอย่างได้ และสิ่งโสโครกปฏิกูลให้หมดไป หมายถึง สิ่งที่มาห้ามเราไม่ให้สามารถละหมาดได้
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "กุญแจสำคัญในการละหมาด คือ ความสะอาด" รายงานโดย อบูดาวูด
การขจัดสิ่งปฏิกูล คือ การที่มุสลิมขจัดสิ่งสกปรกที่ตกอยู่บนร่างกาย เสื้อผ้า หรือสถานที่ที่ใช้ในการละหมาดออกไป
การขจัดหะดัษ คือ การอาบน้ำละหมาดหรือการอาบน้ำด้วยกับน้ำที่ใช้ทำความสะอาดได้ หรือการตะยัมมุม สำหรับผู้ที่ไม่มีน้ำ หรือมีอุปสรรคในการใช้น้ำ
คำถามที่ 2 : จะทำความสะอาดสิ่งที่เปื้อนสิ่งโสโครกได้อย่างไร?
คำตอบ : ล้างด้วยน้ำจนสะอาด ส่วนสิ่งที่โดนสุนัขเลียนั้น จะต้องล้างเจ็ดครั้ง ครั้งแรกด้วยน้ำที่ผสมกับดิน
จากอบูฮูรัยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "การทำความสะอาดภาชนะของพวกท่านเมื่อสุนัขเลียไปในนั้น ต้องล้างให้สะอาด 7 ครั้ง โดยครั้งแรกให้ล้างด้วยดิน" รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 3 : อะไรคือความประเสริฐของการอาบน้ำละหมาด?
คำตอบ : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: ความหมาย “เมื่อบ่าวมุสลิม (หรือกล่าวว่าเมื่อบ่าวผู้ศรัทธา) ได้อาบน้ำละหมาด เมื่อเขาล้างหน้า ความผิดทั้งปวงที่เขามองด้วยตาทั้งสองก็ได้ออกจากใบหน้าของเขาพร้อมกับน้ำ (หรือกล่าวว่าพร้อมกับน้ำหยดสุดท้าย) เมื่อเขาล้างมือทั้งสอง ความผิดทั้งปวงที่มือทั้งสองได้กระทำก็ได้ออกจากมือทั้งสองพร้อมกับน้ำ (หรือพร้อมกับน้ำหยดสุดท้าย) เมื่อเขาล้างเท้าทั้งสอง ความผิดทั้งปวงที่เท้าทั้งสองได้เหยียบย่ำก็ออกจากเท้าทั้งสองพร้อมกับน้ำ (หรือพร้อมกับน้ำหยดสุดท้าย) จนกระทั่งเขาออกมาในสภาพที่สะอาดบริสุทธิ์จากบาปทั้งปวง” บันทึกโดย มุสลิม
คำถามที่ 4 : วิธีการอาบน้ำละหมาดเป็นอย่างไร?
คำตอบ :
1. ล้างมือทั้งสอง (ฝ่ามือและหลังมือ) 3 ครั้ง และบ้วนปาก สูดน้ำเข้าจมูกและสั่งออก 3 ครั้ง
การบ้วนปาก คือ การเอาน้ำกลั้วปากและคายน้ำออกมา
การสูดน้ำเข้าจมูก คือ การใช้ลมสูดน้ำเข้าไปยังโพรงจมูก โดยใช้มือขวา
การสั่งน้ำออกมา คือการสั่งน้ำออกจากจมูกหลังจากสูดเข้าไป โดยใช้มือซ้ายรีดน้ำออกมา
3. ล้างใบหน้า 3 ครั้ง
4. ล้างมือทั้งสองข้างจนถึงข้อศอก 3 ครั้ง
5. ลูบศีรษะด้วยมือทั้งสองจากด้านหน้าของศีรษะและไปยังด้านหลัง และลูบใบหูทั้งสอง
6. ล้างเท้าทั้งสองจนถึงข้อเท้า (ตาตุ่ม) 3 ครั้ง
นี่คือรูปแบบของการอาบน้ำละหมาดที่สมบูรณ์ยิ่ง การกระทำดังกล่าวมีปรากฎในหลายบทจากหะดีษของท่านนบี ในตำราของอัลบุคอรีย์และมุสลิม ซึ่งรายงานโดยอุษมาน อับดุลลอฮ์ บิน ซัยด์ และท่านอื่น ๆ
และยังมีปรากฏในตำราของอัลบุคอรีย์และท่านอื่น ๆ อีกว่า: “แท้จริงท่านนบีอาบน้ำละหมาดหนึ่งครั้งหนึ่งครั้ง และอาบน้ำละหมาดสองครั้ง สองครั้ง”
หมายความว่า: ท่านจะล้างอวัยวะทุกส่วน ขณะอาบน้ำละหมาดหนึ่งครั้งหรือสองครั้ง
คำถามที่ 5 : ฟัรฎูของการอาบน้ำละหมาดคืออะไร และมีอะไรบ้าง?
คำตอบ : ฟัรฎู คือ สิ่งที่ต้องปฏิบัติ การอาบน้ำละหมาดจะใช้ไม่ได้ หากละทิ้งข้อหนึ่งข้อใด
1. การล้างใบหน้า การบ้วนปากและการสูดน้ำเข้าจมูกก็เป็นส่วนหนึ่งจากการล้างใบหน้า
2. การล้างมือทั้งสองข้างจนถึงข้อศอก
3. การลูบศีรษะ และใบหูทั้งสองก็เป็นส่วนหนึ่งจากศีรษะ
4. การล้างเท้าทั้งสองข้างจนถึงข้อเท้า
5. การเรียบเรียงตามลำดับระหว่างอวัยวะต่าง ๆ โดยเริ่มจากการล้างใบหน้า มือทั้งสองข้างจนถึงข้อศอก ลูบศีรษะ และล้างเท้าทั้งสองข้าง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อพวกเจ้ายืนขึ้นจะไปละหมาด ก็จงล้างหน้าของพวกเจ้า และมือของพวกเจ้าถึงข้อศอก และจงลูบศีรษะของพวกกเจ้า และล้างเท้าของพวกเจ้าถึงตาตุ่มทั้งสอง" (อัล-มาอิดะห์ : 6)
6. ความต่อเนื่อง คืออาบน้ำละหมาดในเวลาที่ติดต่อกัน โดยไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นจนอวัยวะต่าง ๆ แห้ง เช่น อาบน้ำละหมาดโดยการล้างบางส่วน และล้างอีกบางส่วนในเวลาถัดมา การอาบน้ำละหมาดเช่นนี้ถือว่าใช้ไม่ได้
เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "แท้จริงแล้ว ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เห็นชายคนหนึ่งกำลังละหมาด และหลังเท้าของเขามีส่วนหนึ่งขนาดเท่าเหรียญดิรฮัมซึ่งไม่โดนน้ำ ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงสั่งให้เขาอาบน้ำละหมาดใหม่และทำการละหมาดใหม่อีกครั้ง" รายงานโดย อบูดาวูด
คำถามที่ 6 : สุนนะฮ์ของการอาบน้ำละหมาดคืออะไร? และมีอะไรบ้าง?
คำตอบ : สุนนะฮ์ในการอาบน้ำละหมาดคือ สิ่งที่ส่งเสริมให้ปฏิบัติ เมื่อกระทำจะได้ผลบุญเพิ่มขึ้น หากละทิ้งก็ไม่เป็นบาปแต่อย่างใด และการอาบน้ำละหมาดถือว่าใช้ได้
1. กล่าวบิสมิลลาฮ์ เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "ไม่ถือว่าเป็นการอาบน้ำละหมาด สำหรับคนที่ไม่ได้กล่าวพระนามของพระเจ้าเหนือสิ่งนั้น" รายงานโดย อบูดาวูด
2. แปรงฟัน เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "ถ้าหากว่ามันไม่เป็นการที่ฉันทำให้เกิดความยากลำบากต่อประชาชาติของฉันเเล้วไซร้ เเน่นอนฉันจะสั่งใช้พวกเขาให้เเปรงฟันทุกๆ การอาบน้ำละหมาด" รายงานโดย อะห์มัด
3. ล้างฝ่ามือและหลังมือทั้งสอง (ขณะเริ่มต้นอาบน้ำละหมาด)
4. การสางนิ้วมือและนิ้วเท้า เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "จงอาบน้ำละหมาดให้สมบูรณ์ จงให้น้ำเข้าถึงระหว่างนิ้ว และจงสูดน้ำเข้าจมูกลึกๆ เว้นแต่ว่าเจ้าถือศีลอด" รายงานโดย ผู้รายงานหะดีษซุนันทั้งหลาย
5. ล้างสองครั้งและสามครั้งในแต่ละอวัยวะ
6. เริ่มด้วยอวัยวะข้างขวา เพราะหะดีษ จากอุมมู มุมินีน ท่านหญิงอาอีชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มักจะเริ่มทางขวาเสียก่อน ทั้งเวลาที่ท่านสวมรองเท้า หวีผม ทำความสะอาดร่างกาย และกิจการงานทั้งหมดของท่าน" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
7. กล่าวบทรำลึกหลังอาบน้ำละหมาด ว่า: ความว่า "ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระอื่นใดที่ถูกเคารพโดยแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ เพียงพระองค์เดียว ไม่หุ้นส่วนใดๆต่อพระองค์ และแท้จริงมุฮัมมัดเป็นบ่าวของพระองค์ และเป็นเราะซูลของพระองค์" รายงานโดย มุสลิม
8. ละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังจากการอาบน้ำละหมาด เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "ผู้ใดที่อาบน้ำละหมาดเหมือนที่ฉันอาบน้ำละหมาด และได้ทำการละหมาด 2 ร็อกอะห์โดยไม่พูดคุยเรื่องราวของตัวเองระหว่างการละหมาดทั้งสอง อัลลอฮ์จะให้การอภัยโทษแก่เขาในบาปที่เขาได้กระทำมา" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 7 : สิ่งที่ทำให้น้ำละหมาดเป็นโมฆะมีอะไรบ้าง?
คำตอบ : สิ่งที่ทำให้น้ำละหมาดเป็นโมฆะ คือ
1. สิ่งที่ออกมาจากทวารหนักและทวารเบา อันได้แก่ปัสสาวะ อุจจาระ หรือลม
2. การหลับ วิกลจริต หรือเป็นลม เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "ดวงตาเป็นสิ่งเชื่อมโยงผูกผันกันกับทวารหนัก ดังนั้นผู้ใดที่นอนหลับ จึงจำเป็นที่เขาจะต้องทำการอาบน้ำละหมาด" รายงานโดยอบูดาวูด และ อิบนุมาญะฮ์
3. การบริโภคเนื้ออูฐ ชายคนหนึ่งถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า: ฉันต้องอาบน้ำละหมาดเนื่องจากบริโภคเนื้ออูฐหรือไม่? เขากล่าวว่า: “ใช่” รายงานโดย มุสลิม
4. การสัมผัสทวารหนักหรือทวารเบาด้วยมือโดยไม่มีสิ่งใดกั้น เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "ผู้ใดสัมผัสอวัยวะเพศของเขา ก็ให้เขาทำการอาบน้ำละหมาด" รายงานโดย อบูดาวุดและติรมิซีย์ และคนอื่นๆ
คำถามที่ 8 : ตะยัมมุมคืออะไร?
คำตอบ : คือ การใช้ดินและอื่น ๆ ที่มาจากดิน ขณะที่ไม่มีน้ำหรือมีอุปสรรคในการใช้น้ำ
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: ความว่า "แล้วพวกเจ้าไม่พบน้ำ ก็จงมุ่งสู่ดินที่ดี แล้วจงลูบใบหน้าของพวกเจ้าและมือของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงยกโทษเสมอ" (อัน-นิสาอ์: 43)
คำถามที่ 9 : จงบอกวิธีการตะยัมมุม?
คำตอบ : ใช้ฝ่ามือทั้งสองทาบลงบนดินหนึ่งครั้ง แล้วลูบใบหน้าและหลังมือทั้งสองหนึ่งครั้ง
ตามที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้กับอัมมาร บิน ยาสิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า: "แค่นี่ก็เพียงพอแล้วสำหรับเจ้า” จากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้ใช้ฝ่ามือของเขาทั้งสองข้างตบพื้นแล้วเป่ามันทั้งสอง แล้วก็ลูบใบหน้าและฝ่ามือของเขา รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 10 : อะไรคือสิ่งที่ทำให้ตะยัมมุมเป็นโมฆะ?
คำตอบ : ทุกสิ่งที่ทำให้น้ำละหมาดเป็นโมฆะ คือ
เมื่อเจอน้ำ มีน้ำใช้
คำถามที่ 11 : รองเท้าคุฟ (รองเท้าหนัง) และถุงเท้าคืออะไร? และลูบด้วยน้ำได้หรือไม่?
คำตอบ : คุฟ คือสิ่งที่ใช้สวมเท้าซึ่งทำมาจากหนังสัตว์
ส่วนถุงเท้า คือสิ่งที่ใช้สวมเท้าที่ไม่ใช่หนังสัตว์
บัญญัติให้ลูบด้วยน้ำบนทั้งสองนั้นแทนการล้างเท้าได้
ตามหะดีษของอัล-มุฆีเราะฮ์ บิน ชุอ์บะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทำการอาบน้ำละหมาด และท่านได้ลูบบนถุงเท้าของท่าน รายงานโดย อบูดาวุดและติรมิซีย์ และคนอื่นๆ
และในหะดีษที่รายงานโดย บุคอรีย์และมุสลิม ว่า ท่านได้อาบน้ำละหมาด และได้ลูบคุฟ (สิ่งสวมใสที่ทำมาจากหนังสัตว์คล้ายๆ ถุงเท้า) ของท่าน
คำถามที่ 12 : จงบอกเหตุผลในการลูบบนรองเท้าหนัง?
คำตอบ : เพื่อให้เกิดความสะดวกและผ่อนปรนแก่ปวงบ่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาหนาวและเดินทาง เนื่องจากจะมีความยากลำบากที่จะถอดสิ่งที่ใช้สวมเท้า อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: ความว่า (อัลลอฮ์ทรงประสงค์ให้มีความสะดวกแก่พวกเจ้า และไม่ทรงให้มีความลำบากแก่พวกเจ้า) (อัล-บะเกาะเราะฮ์: 185)
คำถามที่ 13 : อะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้การลูบบนรองเท้าหนังถูกต้องและใช้ได้?
คำตอบ : คือ
1. ผู้สวมใส่จะต้องอยู่ในสภาพที่สะอาด คือหลังจากมีน้ำละหมาดแล้ว
ตามหะดีษของ อัล-มุฆีเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันอยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในการเดินทาง และฉันได้ก้มลงเพื่อถอดคุฟของท่านทั้งคู่ และท่านก็กล่าวว่า: “ปล่อยมันทั้งคู่เถิด เพราะฉันใส่มาโดยที่มันสะอาด” แล้วท่านก็ได้ลูบมันทั้งคู่ รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
2. รองเท้าหนังจะต้องสะอาด ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ลูบบนรองเท้าหนังที่เปื้อนสิ่งโสโครกปฏิกูล
3. รองเท้าหนังจะต้องปกปิดส่วนที่จำเป็นต้องล้างในการอาบน้ำละหมาด
4. การลูบบนรองเท้าหนังจะต้องอยู่ในช่วงเวลาที่ถูกกำหนดไว้
สำหรับคนเดินทางคือ 3 วัน 3 คืน ส่วนคนที่ไม่ได้เดินทางคือ 1 วัน 1 คืน
ตามหะดีษของท่านอะลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำหนดให้ผู้เดินทางมีเวลา สามวันสามคืน และหนึ่งวันกับหนึ่งคืนสำหรับผู้คนปกติที่ไม่ได้เดินทาง รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 14 : รูปแบบการลูบบนรองเท้าหนังเป็นอย่างไร?
คำตอบ : คือ วางนิ้วมือทั้งสองข้างซึ่งเปียกน้ำบนนิ้วเท้าทั้งสองข้าง แล้วลากผ่านไปยังแข้ง โดยมือขวาลูบบนเท้าขวา และมือซ้ายลูบบนเท้าซ้าย และแยกนิ้วมือขณะที่ลูบ และลูบเพียงครั้งเดียว
คำถามที่ 15 : อะไรคือสิ่งที่ทำให้การลูบบนรองเท้าหนังเป็นโมฆะ?
คำตอบ : 1- ครบกำหนดระยะเวลา ดังนั้นไม่อนุญาตให้ลูบบนรองเท้าหนังเมื่อครบระยะเวลาที่ถูกกำหนดไว้ คือ 1 วัน 1 คืน สำหรับคนที่ไม่ได้เดินทาง และ 3 วัน 3 คืน สำหรับคนที่เดินทาง
การถอดคุฟ เมื่อบุคคลหนึ่งถอดคุฟทั้งคู่ หรือ ข้างใดข้างหนึ่ง ออกหลังจากลูบแล้ว การลูบนั้นก็จะไม่ถูกต้อง
คำถามที่ 17 : การละหมาดคืออะไร?
คำตอบ : คือ การเคารพภักดีเพื่ออัลลอฮ์ ด้วยกับถ้อยคำและการปฏิบัติที่ถูกกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ เริ่มด้วยการตักบีร กล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร”และเสร็จสิ้นด้วยการให้สลาม กล่าวว่า “อัสสะลามุอะลัยกุม”
คำถามที่ 18 : อะไรคือข้อชี้ขาดทางบทบัญญัติของการละหมาด?
คำตอบ : การละหมาดเป็นฟัรฏู (สิ่งที่ถูกบังคับ) สำหรับมุสลิมทุกคน
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า (แท้จริงการละหมาดนั้นเป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดเวลาไว้แก่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย) (อัลนิสาอ์ : 103)
คำถามที่ 19 : อะไรคือข้อชี้ขาดทางบทบัญญัติของการละทิ้งละหมาด?
คำตอบ : การละทิ้งละหมาดคือการปฏิเสธศรัทธา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “พันธสัญญาระหว่างเรา (ผู้ศรัทธา) และพวกเขา (ผู้ปฏิเสธ) คือการละหมาด ผู้ใดละทิ้งละหมาด แท้จริงเขาปฏิเสธศรัทธาแล้ว” บันทึกโดย อะห์มัด ติรมิซีย์ และท่านอื่นๆ
คำถามที่ 20 : ในรอบหนึ่งวันหนึ่งคืนมุสลิมจำเป็นต้องละหมาดกี่ครั้ง? และมีกี่ร็อกอะฮ์?
คำตอบ : จำเป็นต้องละหมาด 5 เวลา ในวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ประกอบด้วย:
1. อัลฟัจญริ 2 ร็อกอะฮ์
2. อัซซุฮริ 4 ร็อกอะฮ์
3. อัลอัศริ 4 ร็อกอะฮ์
4. มัฆริบ 3 ร็อกอะฮ์
5. อิชาอ์ 4 ร็อกอะฮ์
คำถามที่ 21 : จงบอกเงื่อนไขของการละหมาด?
คำตอบ :
1. เป็นมุสลิม ดังนั้นการละหมาดของผู้ปฏิเสธศรัทธาจะใช้ไม่ได้ เพราะการตั้งภาคีนั้นจะทำให้การงานไร้ผล
อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: ความว่า (หากเจ้าตั้งภาคี (กับอัลลอฮ์) แน่นอนการงานของเจ้าก็จะไร้ผล) [อัซซุมัร : 65]
2. มีสติสัมปชัญญะ ดังนั้นการละหมาดของคนวิกลจริตจึงใช้ไม่ได้
3. รู้เดียงสา (บรรลุวัยที่รู้จักแยกแยะได้) การละหมาดของเด็กที่ไร้เดียงสานั้นใช้ไม่ได้
ตามหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "ปากกาถูกยกจากคน 3 จำพวก (ไม่ถูกบันทึกการลงโทษ) 1.ผู้ที่นอนหลับ จนกว่าจะตื่น 2. เด็ก จนกว่าจะบรรลุศาสนภาวะ 3. คนวิกลจริต จนกว่าจะหายและมีสติสัมปชัญญะ" รายงานโดย ผู้รายงานหะดีษซุนันทั้งหลาย
4. การตั้งเจตนา
ในหะดีษ ที่ว่า: "แท้จริงทุกๆ การงานจะขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา และแท้จริงทุกๆ คนจะได้รับ (การตอบแทน) ตามที่เขาได้เจตนาไว้" บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์
5. เข้าเวลาละหมาด อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า (แท้จริงการละหมาดนั้น เป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดเวลาไว้แก่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย) [ อัน-นิสาอ์ : 103]
6. สะอาดจากหะดัษ (สิ่งสกปรก) ในหะดีษ ที่ว่า: "อัลลอฮ์จะไม่ทรงตอบรับการละหมาดของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้า ในขณะที่เขามีหะดัษ จนกว่า เขาจะอาบน้ำละหมาด" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม
7. สะอาดจากสิ่งโสโครกปฏิกูล เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ว่า: ความว่า (และเสื้อผ้าของเจ้า จงทำให้สะอาด) (อัล-มุดดัษษิร : 4)
8. ปกปิดเอาเราะฮ์ (คือส่วนของร่างกายที่ศาสนบัญญัติให้ปกปิด) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: ความว่า (ลูกหลานของอาดัมเอ๋ย ! จงเอาเครื่องประดับกายของพวกเจ้า ณ ทุกมัสยิด) [อัลอะอ์รอฟ : 31]
9. ผินหน้าไปทางกิบละฮ์ (กะบะฮ์) อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า (ดังนั้นเจ้าจงผินใบหน้าของเจ้าไปทางมัสยิดิลหะรอมเถิด และที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าปรากฏอยู่ ก็จงผินใบหน้าของพวกเจ้าไปทางทิศนั้น) [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 144].
คำถามที่ 22 : จงบอกรุก่น (องค์ประกอบหลัก) ของการละหมาด?
คำตอบ : รุก่น (องค์ประกอบหลัก) มี 14 ประการ ดังต่อไปนี้:
1. การยืนในละหมาดฟัรฎูสำหรับผู้ที่มีความสามารถ ตามหะดีษของ อิมรอน บิน หุซอยน์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: “เจ้าจงละหมาดในสภาพที่ยืน หากไม่สามารถยืนได้ก็ให้นั่ง หากไม่สามารถนั่งได้ก็ให้นอนตะแคง” รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
2. ตักบีรอตุลอิห์รอม (เข้าพิธีละหมาด) โดยการกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร” แปลว่า อัลลอฮ์ทรงเกรียงไกรยิ่ง ด้วยกับคำกล่าวของท่านนบี อลัยฮิเศาะลาติวัสสลาม ที่ว่า: "เมื่อเจ้ายืนขึ้นเพื่อที่จะละหมาด ดังนั้นก็ให้เจ้ากล่าวตักบีร" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม
3. อ่านสูเราะฮ์ อัลฟาติหะฮ์ ด้วยกับคำกล่าวของท่านนบี อลัยฮิเศาะลาติวัสสลาม ที่ว่า: "การละหมาดนั้นใช้ไม่ได้สำหรับผู้ที่ไม่อ่านอัลฟาติหะฮ์" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม
4. รุกูอ์ คือการก้มศรีษะ โดยยืดหลังให้ตรง และศีรษะอยู่ในระดับเดียวกับหลัง
5. การเงยศีรษะขึ้นจากการรุกูอ์
6. อิอ์ติดาล คือการยืนตรงหลังจากรุกูอ์ ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "หลังจากนั้น ให้เจ้าก้มรุกุวอ์จนกว่าจะสงบนิ่ง หลังจากนั้นให้เจ้าเงยขึ้นจนกว่าจะยืนตรง" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
7. สุญูด คือ การก้มกราบด้วยหน้าผาก จมูก ฝ่ามือทั้งสอง เข่าทั้งสอง และปลายนิ้วเท้าทั้งสองจะต้องแตะกับสถานที่ที่สุญูด
8. การยกศีรษะขึ้นจากการสุญูด
9. การนั่งระหว่างสองสุญูด ด้วยกับคำกล่าวของท่านนบี อลัยฮิเศาะลาติวัสสลาม ที่ว่า: "หลังจากนั้น ให้เจ้ากราบสุญูดจนกว่าจะสงบนิ่งในการสุญูด หลังจากนั้น ให้เจ้ายกหัวขึ้นจนกว่าจะนั่งได้อย่างสงบนิ่ง" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
และตามซุนนะฮ์ : วิธีการนั่งคือการนั่งแบบอิฟติรอช คือนั่งบนเท้าซ้าย และใช้เท้าขวายันพื้นโดยผินเท้าขวาไปยังกิบละฮ์ เพราะหะดีษ อุมมู มุมินีน ท่านหญิงอาอีชะฮื เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะนั่งบนขาซ้าย และใช้เท้าขวายันพื้นขึ้น" รายงานโดย มุสลิม
10. เฏาะมะนีนะฮ์ คือการสงบนิ่งในทุก ๆ อริยาบท
11. การอ่านตะชะฮุดครั้งสุดท้าย ตามหะดีษอิบนุมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : เราเคยกล่าวมันในละหมาด ก่อนการฟัรฏู (บังคับให้กล่าว) ตะชะฮ์ฮุด รายงานโดย อันนะซาอีย์ และเดิมเป็นหะดีษที่รายงานโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม
12. การนั่งเพื่ออ่านตะชะฮุดครั้งสุดท้าย
13. การกล่าวสลาม 2 ครั้ง คือกล่าวว่า “อัสสะลามุอะลัยกุม วะเราะมะตุลลอฮ์” ดั่งมีหะดีษ ที่ว่า: "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะหันขวา และหันซ้าย โดยกล่าวสลาม ว่า "อัสสลามุ อะลัยกุม วะเราะมะตุลลอฮ์" ความว่า : ขอความสันติสุข และความเมตตาจากเอกองค์อัลลอฮ์จงประสบแด่พวกเจ้า" รายงานโดย อัตติรมิซีย์และคนอื่นๆ
14. การเรียบเรียงตามลำดับระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ตัวอย่าง หากตั้งใจสุญูดก่อนรุกูอ์ การละหมาดถือว่าเป็นโมฆะ แต่หากเกิดจากความหลงลืม ก็จำเป็นที่จะต้องกลับไปรุกูอ์ แล้วก็สุญูด
คำถามที่ 23 : จงบอกวาญิบ (สิ่งจำเป็น) ของการละหมาด?
คำตอบ : วาญิบของการละหมาดมี 8 ประการ ดังต่อไปนี้:
1. การกล่าวคำตักบีรต่าง ๆ อื่นจากตักบีเราะตุลเอี๊ยะรอม (ตักบีรเข้าพิธีละหมาด)
2. การกล่าวคำว่า “สะมิอัลลอฮุลิมันหะมิดะฮ์” สำหรับผู้ที่เป็นอิม่ามและละหมาดคนเดียว
3. การกล่าวคำว่า “ร็อบบะนา วะละกัลหัมดุ”
4. การกล่าวคำว่า “สุบหานะร็อบบิยัลอะซีม” จำนวน 1 ครั้งในขณะรุกูอ์
5. การกล่าวคำว่า “สุบหานะร็อบบิยัลอะลา” จำนวน 1 ครั้งในขณะสุญูด
6. การกล่าวคำว่า “ร็อบบิฆฟิรลีย์” ระหว่างสองสุญูด
7. การอ่านตะชะฮุดครั้งแรก
8. การนั่งเพื่ออ่านตะชะฮุดครั้งแรก
คำถามที่ 24 : อะไรคือสุนนะฮ์ (สิ่งที่ส่งเสริม) ของการละหมาด?
คำตอบ : มี 11 ประการ ดังต่อไปนี้:
1. การกล่าวดุอาอิสติฟตาห์หลังจากตักบีรอตุลอิห์รอมว่า "ซุบฮานะกะ อัลลอฮุมมะ วะบิฮัมดิกะ วะตะบาเราะกัสมุกะ วะตะอาลา ญัดดุกะ วะลาอิลาฮะ ฆ็อยรุก"
ความหมาย “มหาบริสุทธิ์พระองค์ท่าน ข้าแด่อัลลอฮ์ และพร้อมด้วยการสรรเสริญพระองค์ท่าน นามของพระองค์จำเริญยิ่ง เกียรติของพระองค์สูงส่งยิ่ง และไม่มีพระเจ้าใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีอื่นจากพระองค์”
2. การอ่านคำว่า “อะอูซุบิลลาฮ์”
3. การอ่านบัสมะละฮ์ (บิสมิลลาฮ์)
4. การกล่าวคำว่า “อามีน”
5. การอ่านสูเราะฮ์หลังจากอัลฟาติหะฮ์
6. การอ่านเสียงดังสำหรับผู้ที่เป็นอิม่าม
7. การอ่านหลังจาก “สะมิอัลลอฮุลิมันหะมิดะฮ์ ว่า "มิลอัสสะมาวาติ, วะมิลอัลอัรฎิ, วะมิลอ มา ชิอ์ตะ มิน ชัยอิน บะอ์ดُ" ความหมาย “ซึ่งบรรดาการสรรเสริญที่เต็มท้องฟ้าและเต็มแผ่นดิน และเต็มทั่วสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ภายหลังจากนั้น”
8. การอ่านตัสบีห์มากกว่าหนึ่งครั้งในขณะรุกูฮ์ กล่าวคือสองครั้ง สามครั้ง และมากกว่านั้น
9. การอ่านตัสบีห์มากกว่าหนึ่งครั้งในขณะสุญูด
10. การอ่าน “ร็อบบิฆฟิรลีย์” มากกว่าหนึ่งครั้งในขณะนั่งระหว่างสองสุญูด
11. การอ่านศอละวาต (คำประสาทพร) แก่วงศ์วานของท่านนบี และอ่านบทขอพรหลังจากนั้น
สุนนะฮ์การกระทำต่าง ๆ และเรียกว่า “สุนนะฮ์อัลฮัยฮาต”:
1. การยกมือทั้งสองขณะตักบีรอตุลอิห์รอม
2. การยกมือทั้งสองขณะรุกูอ์
3. การยกมือทั้งสองขณะเงยศีรษะขึ้นจากการรุกูอ์
4. การปล่อยมือเมื่อยืนตรงหลังจากเงยศีรษะจากการรุกูอ์
5. การวางมือขวาบนมือซ้ายขณะกอดมือวางบนอก
6. การมองยังสถานที่ที่สุญูด
7. การแยกเท้าทั้งสองให้ห่างกันขณะที่ยืน
8. ขณะที่รุกูอ์มือทั้งสองจับที่หัวเข่าทั้งสอง แผ่นิ้วมือออก หลังตรง และให้ศีรษะอยู่ในระดับเดียวกับหลัง
9. อวัยวะต่าง ๆ ที่สุญูดสัมผัสกับสถานที่ที่สุญูด
10. ขณะสุญูดกางแขนออกห่างจากสีข้างทั้งสอง ลำตัวห่างจากหน้าขา และขาห่างจากแข้งทั้งสอง และแยกเข่าทั้งสองให้ห่างกัน เท้าทั้งสองตั้งโดยปลายนิ้วเท้ายันพื้น มือทั้งสองตั้งเสมอไหล่ นิ้วมือเหยียดชิดกัน
11. การนั่งอิฟติรอชระหว่างสองสุญูด และตะชะฮุดครั้งแรก ส่วนตะชะฮุดครั้งที่สองนั่งแบบตะวัรรุก
12. วางมือทั้งสองบนต้นขา โดยให้ฝ่ามือแนบลงและนิ้วทั้งหมดยืดชิดกันระหว่างสองสุญูด เช่นเดียวกันในตำแหน่งตะชะฮุด เว้นแต่ในตะชะฮุดให้กำมือขวาโดยงอนิ้วก้อยและนิ้วนาง และใช้นิ้วโป้งแตะกับนิ้วกลางเป็นวงกลม พร้อมทั้งชี้นิ้วชี้ขึ้นเมื่อกล่าวถึงอัลลอฮ์
13. การผินหน้าไปทางขวาและทางซ้ายขณะกล่าวสลามเสร็จสิ้นละหมาด
คำถามที่ 25 : จงบอกสิ่งที่ทำให้การละหมาดเป็นโมฆะ?
คำตอบ :
1. การละทิ้งรุก่นหรือเงื่อนไข จากเงื่อนไขต่าง ๆ ของการละหมาด
2. การพูดโดยเจตนา
3. การรับประทานหรือดื่ม
4. การเคลื่อนไหวมาก ๆ และติดต่อกัน (คือการเคลื่อนไหวที่ไม่เกี่ยวกับการละหมาด)
5. การเจตนาละทิ้งสิ่งที่เป็นวาญิบของการละหมาด
คำถามที่ 26 : วิธีการละหมาดของมุสลิมเป็นอย่างไร?
คำตอบ : วิธีการละหมาดมีดังนี้:
1. ผินทุกส่วนของร่างกายสู่กิบละฮ์ โดยไม่เอียงและหันไปทางอื่น
2. ตั้งเจตนาละหมาดที่ต้องการด้วยจิตใจ ไม่เปล่งคำเจตนาออกมา
3. ตักบีรอตุลอิห์รอมเริ่มละหมาดโดยกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร” และยกมือทั้งสองเสมอไหล่ขณะตักบีร
4. จากนั้นทาบมือขวาลงบนมือซ้าย แล้ววางบนอก
5. อ่านดุอาอ์อิฟติตาห์ ว่า: » اَللَّهُمَّ بَاعِدْ بَيْنِي وَبَيْنَ خَطَايَايَ، كَمَا بَاعَدْتَ بَيْنَ الْمَشْرِقِ وَالْمَغْرِبِ، اَللَّهُمَّ نَقِّنِي مِنَ الْـخَطَايَا كَمَا يُنَقَّى الثَّوْبُ الْأَبْيَضُ مِنَ الدَّنَسِ، اَللَّهُمَّ اغْسِلْ خَطَايَايَ بِالْمَاءِ وَالثَّلْجِ وَالْبَرَدِ«
คำอ่าน "อัลลอฮุมมะ บาอิดบัยนี วะบัยนะเคาะฏอยายา กะมาบาอัดตะ บัยนะมัชริกฺิ วัลมัฆริบ อัลลอฮุมมะ นักฺกฺินี มินัลเคาะฏอยา กะมายุนักฺกฺ็อษเษาบุลอับยะฎุ มินัดดะนะสิ อัลลอฮุมมัฆสิลเคาะฏอยายา บิลมาอิวัษษัลญิ วัลบะร็อด"
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงโปรดให้ระหว่างฉันกับความผิดของฉันห่างไกลกัน เหมือนกับที่พระองค์ทรงให้ห่างไกลกันระหว่างทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก โอ้อัลลอฮ์ได้โปรดให้ฉันสะอาดบริสุทธิ์จากความผิดของฉัน ดังที่ผ้าขาวถูกซักฟอกจนสะอาดบริสุทธิ์จากสิ่งโสโครก โอ้อัลลอฮ์โปรดชำระฉันให้สะอาดบริสุทธิ์จากความผิดของฉันด้วยน้ำ หิมะ และลูกเห็บ”
หรืออ่านสำนวนนี้ ที่ว่า: »سُبْحَانَكَ اللهم وَبِحَمْدِكَ وَتَبَارَكَ اسْمُكَ وَتَعَالَى جَدُّكَ وَلَا إِلَهَ غَيْرُكَ«
คำอ่าน "สุบหานะกัลลอฮุมมะ วะบิหัมดิกะ วะตะบาเราะกัสมุกะ วะตะอาลา ญัดดุกะ วะลาอิลาฮะฆ็อยรุกะ"
ความหมาย “มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ท่าน ข้าแด่อัลลอฮ์ และพร้อมด้วยการสรรเสริญพระองค์ท่าน พระนามของพระองค์จำเริญยิ่ง เกียรติของพระองค์สูงส่งยิ่ง และไม่มีพระเจ้าใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีอื่นจากพระองค์”
6. จากนั้นให้ทำการกล่าวว่า: أﻋﻮذ ﺑﷲ ﻣﻦ اﻟﺸﻴﻄﺎن اﻟﺮﺟﻴﻢ
คำอ่าน “อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอนิรรอญีม"
ความหมาย “ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากชัยฏอนมารร้ายที่ถูกสาปแช่ง”
7. อ่านบัสมะละฮ์ และสูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ ความว่า (ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ 1 การสรรเสริญทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก 2 ผู้ทรงกรุณาปราณีผู้ทรงเมตตาเสมอ 3 ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งวันตอบแทน 4 เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์เคารพอิบาดะฮ์และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ 5 ขอพระองค์ทรงแนะนำพวกข้าพระองค์ซึ่งทางอันเที่ยงตรง 6 (คือ) ทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปรานแก่พวกเขามิใช่ในทางของพวกที่ถูกกริ้วและมิใช่ทางของพวกที่หลงผิด 7) [อัลฟาติหะฮ์ : 1-7]
หลังจากนั้น กล่าวว่า “อามีน” แปลว่า ขอพระองค์ทรงตอบรับการวิงวอนนี้ด้วยเถิด
8. อ่านส่วนที่สะดวกจากอัลกุรอาน ในละหมาดศุบฮิให้อ่านยาว ๆ
9. จากนั้นรุกูอ์ คือการโค้งหลังลงเพื่อเทิดเกียรติอัลลอฮ์ และกล่าวตักบีรขณะรุกูอ์ พร้อมกับยกมือทั้งสองเสมอไหล่ทั้งสอง และวิธีปฏิบัติตามซุนนะฮ์ในการรุกูอ์คือหลังเหยียดตรง ศรีษะอยู่ในระดับแนวเดียวกับหลัง และวางมือทั้งสองจับที่เข่าทั้งสอง แยกนิ้วมือให้ห่างจากกัน
10. กล่าวขณะรุกูอ์ว่า
« سُبْـحَانَ رَبِّيَ العَظِيمِ »
คำอ่าน: สุบหานะ ร็อบบิยัลอะซีม
ความหมาย: “มหาบริสุทธิ์แด่พระผู้อภิบาลของฉัน ผู้ทรงยิ่งใหญ่” (อ่าน 3 ครั้ง)
และหากกล่าวเพิ่มเติมว่า
» سُبْـحَانَكَ اللَّهُـمَّ رَبَّنَا وَبِـحَـمْدِكَ اللَّهُـمَّ اغْفِرْ لي«
คำอ่าน: สุบหานะกัลลอฮุมมะ ร็อบบะนา วะบิหัมดิกะ อัลลอฮุมมัฆฟิรลีย์
ความหมาย: “มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ โอ้อัลลอฮ์ พร้อมกับการสรรเสริญพระองค์ โอ้อัลลอฮ์โปรดอภัยแก่ฉันด้วยเถิด” ก็จะเป็นสิ่งที่ดียิ่ง
11. เงยศีรษะขึ้นจากการรุกูอ์พร้อมกล่าวว่า :
« سَمِعَ الله لِـمَنْ حَـمِدَه »
คำอ่าน: สะมิอัลลอฮุ ลิมันหะมิดะฮ์
ความหมาย: “ขออัลลอฮ์ทรงรับฟังผู้สรรเสริญพระองค์ด้วยเถิด”
และยกมือเสมอไหล่ ส่วนมะอ์มูมไม่ต้องกล่าว แต่ให้กล่าวแทนว่า
« رَبَّنَا ولَكَ الحَـمْدُ »
คำอ่าน: ร็อบบะนา วะละกัล หัมดฺ
ความหมาย: “โอ้พระผู้อภิบาลแห่งเรา สำหรับพระองค์นั้นคือการสรรเสริญทั้งหลาย”
12. กล่าวหลังจากเงยศีรษะว่า :
« رَبَّنَا ولَكَ الحَـمْدُ مِلْءُ السَّمَاوَاتِ، وَمِلْءُ الأَرْض وَمَا بَيْنَـهُـمَا، وَمِلْءُ مَا شِئْتَ مِنْ شَيْءٍ بَـعْدُ »
คำอ่าน: ร็อบบะนา วะละกัล หัมด์ มิลอุส สะมาวาติ วะมิลอุลอัรฎฺ วะมาบัยนะฮุมา วะมิลอุ มาชิตะ มินชัยอิน บะดุ
ความหมาย: “โอ้พระผู้อภิบาลของเรา การสรรเสริญทั้งหลายเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ซึ่งบรรดาการสรรเสริญที่เต็มท้องฟ้าและเต็มแผ่นดิน และเต็มทั่วสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ ภายหลังจากนั้น"
13. จากนั้นสุญูดครั้งแรก และกล่าวขณะลงสุญูดว่า “อัลลอฮุอักบัร”
และสุญูดบนอวัยวะทั้งเจ็ด คือ หน้าผาก จมูก มือสองข้าง เข่าสองข้าง และปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้าง กางแขนทั้งสองออกห่างจากสีข้างทั้งสอง และศอกทั้งสองจะไม่แผ่ราบกับพื้น ปลายนิ้วทั้งหมดหันไปทางกิบละฮ์
14. กล่าวขณะสุญูด 3 ครั้งว่า:
« سُبْـحَانَ رَبِّيَ الأَعْلَى»
คำอ่าน: สุบหานะ ร็อบบิยัล อะอฺลา
ความหมาย: “มหาบริสุทธิ์แด่พระผู้อภิบาลของฉัน ผู้ทรงสูงส่งยิ่ง”
และหากกล่าวประโยคนี้เพิ่มด้วยก็จะเป็นการดียิ่ง
« سُبْـحَانَكَ اللَّهُـمَّ رَبَّنَا وَبِـحَـمْدِكَ اللَّهُـمَّ اغْفِرْ لي »
คำอ่าน: สุบหานะกัลลอฮุมมะ ร็อบบะนา วะบิหัมดิกะ อัลลอฮุมมัฆฟิรลีย์
ความหมาย: “มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ โอ้อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของเรา พร้อมกับการสรรเสริญพระองค์ โอ้อัลลอฮ์โปรดอภัยแก่ฉันด้วยเถิด” จะเป็นการดียิ่ง
15. จากนั้นเงยศีรษะขึ้นจากการสุญูด พลางกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร”
16. จากนั้นให้นั่งระหว่างสองสุญูดโดยวางเท้าซ้ายราบกับพื้น และตั้งเท้าขวาขึ้น พร้อมทั้งวางมือทั้งสองบนต้นขาและหัวเข่า
17. กล่าวขณะนั่งระหว่างสองสุญูดว่า: « رَبِّ اغْفِرْ لِي وَارْحَـمْنِي وَاهْدِنِي وَارْزُقْنِي وَاجْبُرْنِي وَعَافَنِي »
คำอ่าน: ร็อบบิฆฟิรลี วัรหัมนี วะฮฺดีนี วัรซุกนี วัจญบุรนี วะอาฟินี
ความหมาย: “โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดอภัยโทษแก่ฉัน เมตตาแก่ฉัน ชี้นำฉัน ให้ปัจจัยยังชีพฉัน ให้ฉันครบสมบูรณ์ในสิ่งที่บกพร่อง และโปรดให้ฉันสุขสบาย”
18. สุญูดครั้งที่สองเหมือนกับครั้งแรก ในการอ่าน การกระทำ และคำกล่าวตักบีร
19. จากนั้นเงยจากการสุญูดครั้งที่สอง พลางกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร” แล้วละหมาดร็อกอะฮ์ที่สองเหมือนกับร็อกอะฮ์แรกทั้งคำกล่าวและการกระทำ เพียงแต่ไม่อ่านดุอาอ์อิฟติตาฮ์
20. หลังจากเสร็จสิ้นร็อกอะฮ์ที่สองแล้วให้นั่งเหมือนกับนั่งระหว่างสองสุญูด พลางกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร”
21. อ่านตะชะฮุด ว่า: คำอ่าน: อัตตะหิยาตุลิลลาฮฺ วัศฺศอละวาตุ วัฏฺฏ็อยยิบาตฺ อัสลามุอะลัยกะ อัยฺยุฮันนะบิยฺยุ วะเราะฮฺมะตุลลอฮิ วะบะรอกาตุฮฺ อัสลามุอะลัยนา วะอะลา อีบาดิลลาฮิศฺ ศอลิหีน อัชฮะดุ อัลฺลาอิลาฮะ อิลฺลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุ อันนะมุหัมมะดัน อับดุฮู วะรอสูลุฮฺ อัลลอฮุมมะ ศ็อลลิอะลา มุหัมมัด วะอะลาอาลิ มุหัมมัด กะมาศ็อลลัยตะ อะลาอิบรอฮีมะ วะอะลา อาลิอิบรอฮีม อินนะกะ หะมีดุมมะญีด อัลลอฮุมมะ บาริกอะลา มุหัมมัด วะอะลาอาลิ มุหัมมัด กะมาบาร็อกตะ อะลาอิบรอฮีม วะอะลาอาลิอิบรอฮีม อินนะกะ หะมีดดุม มะญีด อะอูซุบิ้ลลาฮิ มินอะซาบิยะฮันนัม วะมินอะซาบิลก็อบร์ วะมินฟิตนะติลมะห์ยา วัลมะม้าต วะมินฟิตนะติลมะซีหิดัดดัจจาล
ความหมาย: “การเคารพภักดีทั้งปวง การวิงวอนขอ และบรรดาสิ่งดี ๆ เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ องค์เดียวเท่านั้น ขอความปลอดภัย ความเมตตาของอัลลอฮ์ ความจำเริญจากพระองค์จงมีแด่ท่าน โอ้ผู้เป็นนบี ขอความปลอดภัยจงมีแด่พวกข้าพระองค์ และแด่ปวงบ่าวขที่ดีขอองอัลลอฮ์ด้วย ข้าพระองค์ขอปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ และข้าพระองค์ขอปฏิญาณตนว่ามุหัมมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ ข้าแด่อัลลอฮ์ ขอได้โปรดประทานพรแด่มุหัมมัดและวงศ์วานของมุหัมมัด ดังที่พระองค์ได้โปรดประทานพรแก่อิบรอฮีมและวงศ์วานของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่ง และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงศักดิ์ และได้โปรดประทานความศิริมงคลแก่มุหัมมัดและวงศ์วานของมุหัมมัด ดังที่พระองค์ได้ประทานแก่อิบรอฮีมและวงศ์วานของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่ง และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงศักดิ์ ข้าแด่อัลลอฮ์ ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากการทรมานของนรกญะฮันนัม และการทรมานในหลุมศพจากความวุ่นวายของการมีชีวิต และการตาย และจากความวุ่นวายของดัจญาล” จากนั้นวิงวอนขอตามที่ต้องการซึ่งสิ่งดี ๆ ในโลกนี้และปรโลก
22. สลามทางด้านขวา พร้อมกล่าวว่า "อัสสะลามุ อะลัยกุม วะเราะหฺมะตุลลอฮฺ" และทางด้านซ้ายก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
23. หากเป็นการละหมาด 3 หรือ 4 ร็อกอะฮ์ ก็ให้อ่านตะชะฮุดครั้งแรกจนกระทั่งถึง "อัชฮะดุ อัลฺลาอิลาฮะ อิลฺลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุ อันนะมุหัมมะดัน อับดุฮู วะรอสูลุฮฺ"
24. ลุกขึ้นยืนตรงพร้อมกล่าวตักบีร และยกมือทั้งสองเสมอไหล่
25. จากนั้นละหมาดในส่วนที่เหลือเหมือนกับร็อกอะฮ์ที่สอง เพียงอ่านแค่สูเราะฮอัลฟาติหะฮ์
26. จากนั้นนั่งแบบตะวัรรุก คือเท้าขวาตั้งปลายเท้ายันพื้น ให้เท้าซ้ายโผล่ออกมาโดยสอดไว้ใต้ขาขวา นั่งราบกับพื้น วางมือทั้งสองบนหน้าขา เหมือนกับตอนตะชะฮุดครั้งแรก
27. ในการนั่งดังกล่าวนี้อ่านตะชะฮุดทั้งหมด
28. ให้สลามทางด้านขวา และทางด้านซ้าย โดยกล่าวว่า
"อัสสะลามุ อะลัยกุม วะเราะหฺมะตุลลอฮฺ"
คำถามที่ 27 : หลังจากสลามแล้ว จะอ่านอะไรบ้าง?
คำตอบ :
أَسْتَغْفِرُ الله
คำอ่าน: อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ
ความหมาย: “ข้าขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์” (3 ครั้ง)
اَللَّهُمَّ أَنْتَ السَّلَامُ وَمِنْكَ السَّلَامُ، تَبَارَكْتَ يَا ذَا الْجَلَالِ وَالْإِكْرَام
คำอ่าน: อัลลอฮุมมะ อันตัสสะลาม วะมินกัสสะลาม ตะบาร็อกตะ ยาซัลญะลาลิ วัลอิกรอม
ความหมาย: “ข้าแด่อัลลอฮ์ พระองค์ท่านคือผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่ง และความสงบสันตินั้นมาจากพระองค์ พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยความจำเริญ โอ้ผู้ทรงไว้ซึ่งความยิ่งใหญ่ และความมีเกียรติ”
لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ، لَهُ الْمُلْكُ، وَلَهُ الْـحَمْدُ، وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ، اَللَّهُمَّ لَا مَانِعَ لِمَا أَعْطَيْتَ، وَلَا مُعْطِيَ لِمَا مَنَعْتَ، وَلَا يَنْفَعُ ذَا الْـجَدِّ مِنْكَ الْـجَدُّ
คำอ่าน: ลาอิละฮะอิลลัลลอฮุ วะดะฮุลาชะรีกะละฮฺ ละฮุลมุลกุวะละฮุลหัมดุ วะฮุวะอฺะลากุลลิชัยอินเกฺาะดีร อัลลอฮุมมะ ลามานิอฺะลิมาอะอฏ็อยตะ วะลามุอฺฏิยะลิมามะนะอฺตะ วะลายันฟะอฺุซัลญัดดิมินกะญัดดุ
ความหมาย: “ไม่มีพระเจ้าที่คู่ควรแก่การเคารพภักดี นอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใด ๆ สำหรับพระองค์ อำนาจและการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง ข้าแด่อัลลอฮ์ ไม่มีผู้ที่จะขัดขวางในสิ่งที่พระองค์ประทานให้ และไม่มีผู้ที่จะให้ในสิ่งที่พระองค์ทรงขัดขวาง และความมีเกียรติจะไม่อำนวยประโยชน์แก่ผู้มีเกียรติให้พ้นจากการลงโทษของพระองค์ได้เลย”
لا إلَـهَ إلَّا الله وَحَدَهُ لا شَرِيكَ لَـهُ، لَـهُ المُلْكُ وَلَـهُ الحَـمْدُ وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ، لا حَوْلَ وَلا قُوَّةَ إلَّا بِالله، لا إلَـهَ إلَّا الله وَلا نَعْبُدُ إلَّا إيَّاهُ لَـهُ النِّعْمَةُ وَلَـهُ الفَضْلُ وَلَـهُ الثَّنَاءُ الحَسَنُ، لا إلَـهَ إلَّا الله مُـخْلِصِينَ لَـهُ الدِّينَ وَلَوْ كَرِهَ الكَافِرُونَ
คำอ่าน: ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮุ วะหฺดะฮู ลาชะรีกะละฮฺ ละฮุลมุลกุ วะละฮุลหัมดุ วะฮุวาอะลา กุลลิชัยอิน เกาะดีรฺ ลาเหาละ วะลา กูวะตะ อิลลาบิลลาฮฺ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮุ วะลานะอฺบุดุ อิลลา อียาฮฺ ละฮุนนิอฺมะตุ วะละฮุลฟัฎลุ วะลาฮุษ ษะนาอุล หะสัน ลาอิลาฮะอิลลอฮฺ มุคลิศินะ ละฮุดดีน วะเลากะริฮัล กาฟิรูน
ความหมาย: “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดเว้นแต่อัลลอฮ์องค์เดียวโดยไม่มีภาคีใด ๆ เสมอพระองค์ เป็นสิทธิของพระองค์ซึ่งการครอบครองและการสรรเสริญสดุดี และพระองค์ทรงยิ่งด้วยเดชานุภาพเหนือทุก ๆ สิ่ง ไม่มีความสามารถและพลังใด ๆ เว้นแต่ด้วยอัลลอฮ์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และเราไม่เคารพสักการะสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์เท่านั้น เป็นสิทธิแห่งพระองค์ซึ่งการประทานความโปรดปราน ความประเสริฐ และการสรรเสริญที่งดงาม ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ โดยที่เรามอบความบริสุทธิ์ใจแห่งการยึดมั่นในศาสนาแด่พระองค์ แม้ว่าเหล่าผู้ปฎิเสธจะชิงชังก็ตาม”
سُبْحَانَ الله
คำอ่าน: สุบฮานัลลอฮฺ
ความหมาย: “มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์” (33 ครั้ง)
اَلْحَمْدُ لِلَّهِ
คำอ่าน: อัลฮัมดุลลิลลาฮฺ
ความหมาย: “การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์” (33ครั้ง)
اَللَّهُ أَكْبَرُ
คำอ่าน: อัลลอฮุอักบัร
ความหมาย: “อัลลออฮ์คือผู้ทรงเกรียงไกร” (33 ครั้ง)
จากนั้นกล่าวบทนี้ เพื่อให้ครบจำนวน 100 ที่ว่า: لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ، لَهُ الْمُلْكُ، وَلَهُ الْـحَمْدُ، وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ،
คำอ่าน: ลาอิละฮะอิลลัลลอฮุ วะดะฮุลาชะรีกะละ ละฮุลมุลกุวะละฮุลฮัมดุ วะฮุวะอฺะลากุลลิชัยอินเกฺาะดีร
ความหมาย: “ไม่มีพระเจ้าที่คู่ควรแก่การเคารพภักดี นอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใด ๆ สำหรับพระองค์ อำนาจและการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง”
อ่านซูเราะฮ์อัลอิคลาศ อัลฟะลัก และอันนาส 3 ครั้ง หลังละหมาดฟัจญริและมักริบ และอ่าน 1 ครั้ง หลังละหมาดเวลาอื่น ๆ
จากนั้นอ่านอายะฮ์กุรซีย์ 1 ครั้ง
คำถามที่ 28 : ละหมาดสุนนะฮ์รอวาติบ มีอะไรบ้าง? และมีความประเสริฐอย่างไรบ้าง?
คำตอบ : ละหมาดสุนนะฮ์เราะวาติบมีดังนี้:
2 ร็อกอะฮ์ก่อนละหมาดศุบฮิ
4 ร็อกอะฮ์ก่อนละหมาดซุฮริ
2 ร็อกอะฮ์หลังละหมาดซุฮริ
2 ร็อกอะฮ์หลังมักริบ
และ 2 ร็อกอะฮ์หลังอิชาอ์
ส่วนความประเสริฐในเรื่องนี้นั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดละหมาดในหนึ่งวันกับหนึ่งคืนสิบสองร็อกอะฮ์ที่มิใช่ละหมาดฟัรฏู อัลลอฮ์ได้สร้างบ้านแก่เขาหลังหนึ่งในสวรรค์” บันทึกโดย มุสลิม อะห์มัด และท่านอื่นๆ
คำถามที่ 29 : วันที่ดีที่สุดในรอบสัปดาห์คือวันอะไร?
คำตอบ : คือวันศุกร์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงบรรดาวันของพวกท่านที่ประเสริฐยิ่งในสัปดาห์ คือวันศุกร์ ในวันนั้นอาดัมถูกสร้าง อาดัมเสียชีวิต และในวันนั้นมีการเป่าสังข์และการล้มตายเพื่อฟื้นคืนชีพ ดังนั้นจงให้มากด้วยกับการกล่าวคำประสาทพรแก่ฉัน แท้จริงคำประสาทพรของพวกท่านจะถูกเสนอให้ฉันได้รับรู้" บรรดาซอหาบะฮ์กล่าวว่า: คำประสาทพรถูกเสนอให้ท่านได้รับรู้อย่างไรเล่า? ทั้งที่แท้จริงแล้วท่านได้สลายไปแล้ว - พวกเขากล่าวว่าร่างของท่านได้ผุพังไปแล้ว ท่านเลยตอบว่า "แท้จริง อัลลอฮ์ทรงห้ามแผ่นดินมิให้กัดกินเรือนร่างบรรดานบี” บันทึกโดย อบูดาวูด และท่านอื่นๆ
คำถามที่ 30 : อะไรคือข้อชี้ขาดทางบทบัญญัติเกี่ยวกับการละหมาดวันศุกร์?
คำตอบ : การละหมาดวันศุกร์เป็นบัญญัติบังคับสำหรับชายมุสลิม ซึ่งบรรลุนิติภาวะ มีสติสัมปชัญญะ และไม่ไช่ผู้ที่เดินทาง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เมื่อได้มีเสียงร้องเรียก (อะซาน) เพื่อทำละหมาดในวันศุกร์ก็จงรีบเร่งไปสู่การรำลึกถึงอัลลอฮ์ และจงละทิ้งการค้าขายเสีย นั่นเป็นการดีสำหรับพวกเจ้าหากพวกเจ้ารู้” (อัลญุมุอะฮ์ : 9)
คำถามที่ 31 : ละหมาดวันศุกร์มีกี่ร็อกอะฮ์?
คำตอบ : ละหมาดวันศุกร์มี 2 ร็อกอะฮ์ โดยผู้เป็นอิมามจะอ่านเสียงดัง และก่อนละหมาดจะมี 2 คุฏบะฮ์ (เทศนาธรรม)
คำถามที่ 32 : อนุญาตให้ขาดละหมาดวันศุกร์หรือไม่?
คำตอบ : ไม่อนุญาตให้ขาดละหมาดวันศุกร์ เว้นแต่จะมีอุปสรรคที่ได้รับการอนุโลมตามบทบัญญัติ ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดละทิ้งละหมาดวันศุกร์สามครั้ง ในที่เขาเลินเล่อ แน่นอน อัลลอฮ์ประทับตราบนหัวใจของเขา” บันทึกโดย อบูดาวูด และท่านอื่นๆ
คำถามที่ 33 : จงบอกสิ่งที่ควรปฏิบัติ (สุนนะฮ์) ในวันศุกร์?
คำตอบ :
1. อาบน้ำเพื่อละหมาดวันศุกร์ ด้วยคำกล่าวของท่านนบี อลัยฮิเศาะลาติวัสสลาม ที่ว่า: "การอาบน้ำในวันศุกร์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ฝันแล้ว (บรรลุศาสนภาวะ)" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
2. ใช้ของหอม ในหะดีษ ที่ว่า: "สิทธิของ (จำเป็นต่อ) มุสลิมที่จะต้องอาบน้ำในวันศุกร์ และให้แต่ละคนได้สัมผัสกับน้ำหอมของครอบครัวของตน" รายงานโดย อะห์มัดและอัตติรมิซีย์
3. สวมเสื้อผ้าที่ดีที่สุด (ตามสภาพที่มีอยู่) ดั่งมีหะดีษ ที่ว่า: "ไม่มีสิ่งใดเป็นภาระแก่คนหนึ่งในพวกท่าน หากเขามีความสามารถ ก็ควรมีเสื้อผ้าสองชุดสำหรับวันศุกร์ นอกเหนือจากชุดทำงานของเขา" รายงานโดย อิบนุมาญะฮ์ และมาลิกในหนังสืออัลมุวัฏเฏาะ
4. ไปมัสยิดตั้งแต่เนิ่น ๆ
5. ไปมัสยิดด้วยการเดินเท้า เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "ผู้ใดอาบน้ำในวันศุกร์ ทำความสะอาดร่างกาย ไปแต่เนิ่นๆ เข้าใกล้ ฟัง และเงียบ เขาจะได้รับรางวัลหนึ่งปีสำหรับทุกย่างก้าวของเขา รวมถึงการถือศีลอดของมัน และการกิยามของมัน" รายงานโดย ติรมีซีย์ และนะซาอีย์
6. กล่าวคำประสาทพรแก่ท่านนบีให้มาก ๆ ท่านนบีมุฮัมมัด อลัยฮิศเศาะลาตุวัสสลาม ได้กล่าวว่า: "พวกเจ้าทั้งหลายจงกล่าวซอละวาตขอพรให้แก่ฉันทั้งในกลางวันและกลางคืนของวันศุกร์ เพราะมันเป็นสักขีพยาน ซึ่งมีมะลาอิกะฮ์เป็นพยาน และจะไม่มีผู้ใดกล่าวซอละวาตขอพรให้แก่ฉัน เว้นแต่คำซอละวาตของเขาจะปรากฏแก่ฉันจนกว่าเขาจะซอละวาตจบ” รายงานโดย อิบนุมาญะฮ์
7. อ่านสูเราะฮ์อัลกะฮ์ฟิ ดั่งมีหะดีษ ที่ว่า: "ผู้ใดที่อ่านซูเราะห์อัลกะฮ์ฟิในวันศุกร์ แสงสว่างจะส่องมายังเขาระหว่างวันศุกร์ทั้งสอง" รายงานโดย อัลหากิมและคนอื่นๆ
8. แสวงหาช่วงเวลาแห่งการตอบรับคำวิงวอนขอ ตามหะดีษจาก อบู ฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แท้จริง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวถึงวันศุกร์ว่า: "ในวันนั้นมีช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่มีบ่าวมุสลิมคนใดที่กำลังยืนละหมาด และ ขอดุอาอ์ให้อัลลอฮ์ทรงประทานสิ่งหนึ่งสิ่งใดในช่วงที่ตรงกับเวลานั้นนอกจากอัลลอฮ์จะทรงประทานสิ่งนั้นให้แก่เขา" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 34 : จงบอกความประเสริฐของการละหมาดรวมกันเป็นคณะ (ญะมาอะฮ์)?
คำตอบ : จากรายงานของอับดุลลอฮ์ บิน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “การละหมาดญะมาอะฮ์ประเสริฐกว่าการละหมาดคนเดียวถึง 27 เท่า” บันทึกโดย มุสลิม
คำถามที่ 35 : การคุชูอ์ในการละหมาดคืออะไร?
คำตอบ : คือ การที่หัวใจจดจ่ออยู่กับการละหมาด และอวัยวะส่วนต่าง ๆ นั้นสงบนิ่ง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “แน่นอนบรรดาผู้ศรัทธาได้ประสบความสำเร็จแล้ว 2 บรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้นอบน้อมถ่อมตนในเวลาละหมาดของพวกเขา 2” (อัลมุอ์มินูน : 1-2)
คำถามที่ 36 : ซะกาตคืออะไร?
คำตอบ : คือ สิทธิที่จำเป็นในทรัพย์สินที่ถูกกำหนด สำหรับกลุ่มคนที่ถูกกำหนดไว้ ในเวลาที่ถูกกำหนด
กล่าวคือ เป็นหนึ่งจากโครงสร้างหลักของศาสนาอิสลาม และเป็นทานที่จำเป็นจากทรัพย์สินของคนร่ำรวยที่จะต้องแจกจ่ายแก่คนยากจน
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และจงชำระซะกาต” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 34)
คำถามที่ 37 : ทานสมัครใจ คืออะไร?
คำตอบ : คือ ทานประเภทอื่น ๆ ที่มิใช่ซะกาต เช่น การบริจาคสิ่งต่าง ๆ ไปในหนทางแห่งความดีงาม ในเวลาใดก็ได้
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และพวกเจ้าจงบริจาคในทางของอัลลอฮ์” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 195)
คำถามที่ 38 : การถือศีลอด คืออะไร?
คำตอบ : คือ การตั้งเจตนาเคารพภักดีเพื่ออัลลอฮ์ โดยระงับจากสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดเป็นโมฆะ ตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดิน และการถือศีลอดมี 2 ประเภท คือ
1. การถือศีลอดภาคบังคับ เช่น การถือศีลอดเดือนรอมฎอน ซึ่งถือเป็นหลักการหนึ่ง จากหลักการของอิสลาม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย การถือศีลอดนั้นได้ถูกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้ถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้วเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 183)
2. การถือศีลอดแบบสมัครใจ เช่น การถือวันจันทร์และวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ การถือเดือนละ 3 วัน และดีที่สุดคือบรรดาวันสีขาวช่วงวันที่ 13, 14, 15 ของทุกเดือนตามจันทรคติ
คำถามที่ 39 : จงบอกความประเสริฐของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน?
คำตอบ : จากอบีฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดถือศีลอดเดือนรอมฎอน โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธาและหวังผลบุญ เขาย่อมได้รับการอภัยจากบาปที่ผ่านมา” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 40 : อะไรคือความประเสริฐของการถือศีลอดภาคสมัครใจอี่นจากรอมฎอน?
คำตอบ : รายงานจากอบีสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “บ่าวคนใดถือศีลอดหนึ่งวันในหนทางของอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ย่อมให้เขาห่างไกลจากนรกเพราะการถือศีลอดวันดังกล่าวถึง 70 ฤดู” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำว่า “70 ฤดู” หมายถึง 70 ปี
คำถามที่ 41 : จงบอกบางส่วนจากสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดเป็นโมฆะ?
คำตอบ :
1. การรับประทานและดื่มโดยเจตนา
2. อาเจียนโดยเจตนา
คำถามที่ 42 : สิ่งที่ควรปฏิบัติของการถือศีลอดมีอะไรบ้าง?
คำตอบ :
1. การรีบละศีลอดเมื่อได้เวลา
2. รับประทานอาหารสะหูร และล่าช้าในการรับประทานมัน
3. กระทำความดีและการเคารพภักดีให้มากขึ้น
4. คำกล่าวของผู้ที่ถือศีลอดเมื่อถูกด่าทอว่า “ฉันกำลังถือศีลอด”
5. อ่านคำวิงวอนขอขณะละศีลอด
6. การละศีลอดด้วยอินทผลัมสดหรือแห้ง หากไม่มีก็ละศีลอดด้วยน้ำ
คำถามที่ 43 : การทำหัจญ์คืออะไร?
คำตอบ : หัจญ์คือการเคารพภักดีเพื่ออัลลอฮ์ โดยการมุ่งสู่มัสยิดอัลหะรอม เพื่อปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดไว้ ในเวลาที่ถูกกำหนด
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และสิทธิของอัลลอฮ์ที่มีแก่มนุษย์นั้นคือการมุ่งสู่บ้านหลังนั้น อันได้แก่ผู้ที่สามารถหาทางไปยังบ้านหลังนั้นได้ และผู้ใดปฏิเสธ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงพึ่งประชาชาติทั้งหลาย” (อาลอิมรอน : 97)
คำถามที่ 43 : จงบอกองค์ประกอบหลักของการทำหัจญ์?
คำตอบ : องค์ประกอบหลักของการทำหัจญ์ มีดังนี้:
1. การเอี๊ยะรอม
2. การวุกูฟที่อะรอฟะฮ์
3. การฏอวาฟหัจญ์ (การเดินเวียนรอบกะบะฮ์)
4. การสะแอ (การเดินระหว่างภูเขาศอฟาและมัรวะฮ์)
คำถามที่ 45 : ความประเสริฐของการทำหัจญ์ คืออะไร?
คำตอบ : จากอบีฮุรัยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอัยฮุ กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดทำหัจญ์โดยที่เขามิได้ทำการร่วมประเวณีหรือทำอนาจาร และไม่ละเมิด เขาย่อมกลับไปดั่งวันที่มารดาของเขาได้คลอดเขาออกมา” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และท่านอื่นๆ
คำว่า “ดั่งวันที่มารดาของเขาได้คลอดเขาออกมา" หมายถึง เขากลับไปโดยไม่มีบาปเลย
คำถามที่ 45 : จงให้ความหมายของอุมเราะฮ์?
คำตอบ : อุมเราะฮ์ คือการเคารพภักดีเพื่ออัลลอฮ์ โดยการมุ่งสู่มัสยิดอัลหะรอม เพื่อปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดไว้ ตามวันเวลาที่ถูกกำหนด
คำถามที่ 47 : องค์ประกอบของอุมเราะฮ์มีอะไรบ้าง?
คำตอบ : องค์ประกอบหลักของอุมเราะฮ์ ดังนี้
1. การเอี๊ยะรอม
2. การฏอวาฟ (การเดินเวียนรอบกะบะฮ์)
3. การสะแอ (การเดินระหว่างภูเขาศอฟาและมัรวะฮ์)
คำถามที่ 48 : การญิฮาดในหนทางของอัลลอฮ์ คืออะไร?
คำตอบ : คือการทุ่มเทกำลังความสามารถในการเผยแผ่และปกป้องศาสนาอิสลามและมุสลิม ต่อสู้กับศัตรูของอิสลามและศัตรูของมุสลิม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และจงเสียสละทั้งด้วยทรัพย์ของพวกเจ้า และชีวิตของพวกเจ้าในทางของอัลลอฮ์ นั่นแหละคือสิ่งที่ดียิ่งสำหรับพวกเจ้า หากพวกเจ้ารู้” (อัตเตาบะฮ์ : 41)
*******
คำถามที่ 16: อะไรคือความประเสริฐของการละหมาด?
คำตอบ: จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แท้จริง ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกเจ้าเห็นว่าอย่างไร หากหน้าบ้านของคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้ามีแม่น้ำ และเขาก็ได้อาบน้ำห้าครั้งต่อวัน จะมีสิ่งสกปรกติดตัวเขาบ้างไหม?" พวกเขากล่าวว่า: จะไม่มีสิ่งสกปรกติดตัวเขาเหลืออยู่เลย ท่านพูดว่า: “นี่ก็เหมือนกับการละหมาดห้าครั้งทุกวัน ซึ่งพระเจ้าจะทรงลบล้างบาปด้วยมัน" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
อัด-ดะร็อน: สิ่งสกปรก
หมวดชีวประวัติของนบีมุหัมมัด32
คำถามที่ 1 : จงบอกเชื้อสายของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม?
คำตอบ : คือมุหัมมัด บุตรอับดุลลอฮฺ บุตรอับดุลมุฎฎอลิบ บุตรฮาชิม, ฮาชิมมาจากตระกูลกุรัยช์ กุรัยช์มาจากอาหรับ อาหรับมาจากลูกหลานอิสมาอีล, อิสมาอีล บุตรอิบรอฮีม อะลัยฮิมุสสลาม
คำถามที่ 2 : มารดาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ชื่อว่าอะไร?
คำตอบ : อามินะฮ์ บุตรวะฮับ
คำถามที่ 3 : บิดาของท่านนบีเสียชีวิตเมื่อไหร่?
คำตอบ : บิดาของท่านนบีเสียชีวิตที่นครมะดีนะฮ์ ขณะที่ท่านยังอยู่ในครรภ์มารดา โดยที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยังไม่เกิด
คำถามที่ 4 : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกิดเมื่อไหร่?
คำตอบ : เกิดในปีช้าง วันจันทร์ เดือนเราะบีอุลเอาวัล
คำถามที่ 5 : ท่านเกิดที่ไหน?
คำตอบ : นครมักกะฮ์
คำถามที่ 6 : นอกเหนือจากมารดาแล้ว ใครที่เป็นแม่นมและพี่เลี้ยงของท่านนบีบ้าง?
คำตอบ : − อุมมุอัยมัน คนรับใช้บิดาของท่าน
− ษุวัยบะฮ์ คนรับใช้ของลุง (อบูละฮับ)
− และหะลีมะฮ์ อัสสะอ์ดียะฮ์
คำถามที่ 7 : มารดาของท่านนบีเสียชีวิตเมื่อไหร่?
คำตอบ : มารดาของท่านนบีเสียชีวิต ขณะที่ท่านมีอายุ 6 ขวบ ต่อมาปู่ของท่าน (อับดุลมุฏฏอลิบ) เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู
คำถามที่ 8 : ใครเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูหลังจากคุณปู่ของท่านนบีเสียชีวิต?
คำตอบ : คุณปู่ของท่านอับดุลมุฏฏอลิบเสียชีวิต ในขณะที่ท่านอายุ 8 ปี หลังจากนั้นคุณลุงอบูฏอลิบเป็นคนให้การอุปการะเลี้ยงดูต่อ
คำถามที่ 9 : เมื่อไหร่ที่ท่านนบีได้เดินทางไปยังเมืองชามพร้อมกับคุณลุงของท่าน?
คำตอบ : ท่านนบีได้เดินทางพร้อมกับลุงของท่านไปยังเมืองชาม ขณะอายุของท่านได้ 12 ปี
คำถามที่ 10 : การเดินทางครั้งที่ 2 ของท่านนบีเกิดขึ้นเมื่อไหร่?
คำตอบ : การเดินทางครั้งที่ 2 เพื่อทำการค้าขายให้แก่ท่านหญิงคอดีญะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เมื่อเดินทางกลับมา ท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แต่งงานกับเธอ ซึ่งอายุของท่านในขณะนั้น 25 ปี
คำถามที่ 11 : เมื่อไหร่ที่ชาวกุรัยช์ได้ทำการบูรณะอัลกะบะอ์ครั้งใหม่?
คำตอบ : ชาวกุรัยช์ได้ทำการบูรณะอัลกะบะอ์ครั้งใหม่ ขณะที่อายุของท่านได้ 35 ปี
และเมื่อเกิดการพิพาท พวกเขาให้ท่านนบีเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะเป็นผู้จัดวางหินดำ จากนั้นท่านก็ได้เอาหินดำวางบนผ้าผืนหนึ่ง แล้วให้ทุกเผ่าจับมุมผ้า ซึ่งพวกเขามีจำนวน 4 เผ่า และเมื่อพวกเขาได้ยกหินดำไปยังตำแหน่งที่ตั้ง ท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้วางหินดำด้วยมือของท่านเอง
คำถามที่ 12 : ขณะที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูตท่านมีอายุเท่าไหร่? และถูกส่งมายังใคร?
คำตอบ : ท่านได้รับการแต่งตั้งตอนอายุ 40 ปี และถูกส่งมายังมวลมนุษยชาติทั้งหมดในฐานะผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน
คำถามที่ 13 : สิ่งแรกของการเริ่มประทานวะห์ยูคืออะไร?
คำตอบ : ความฝันที่เป็นจริง ท่านไม่ได้ฝันสิ่งใด นอกจากว่าความฝันนั้นจะเกิดขึ้นอย่างชัดแจ้ง เปรียบได้ดั่งความชัดแจ้งของแสงรุ่งอรุณ
คำถามที่ 14 : ก่อนได้รับวะห์ยูสภาพของท่านเป็นอย่างไร? และวะห์ยูครั้งแรกลงมาเมื่อไหร่?
คำตอบ : ก่อนได้รับวะห์ยูท่านจะทำการเคารพภักดีอัลลอฮ์อยู่ในถ้ำหิรออ์และท่านได้เตรียมเสบียงเพื่อสิ่งดังกล่าว
และวะห์ยูถูกประทานลงมา ขณะที่ท่านทำการเคารพภักดีอยู่ในถ้ำ
คำถามที่ 15 : โองการแรกของอัลกุรอานที่ถูกประทานลงมาคืออะไร?
คำตอบ : โองการแรกที่ถูกประทานลงมา คือดำรัสของอัลลอฮ์ที่ว่า ความว่า “จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงบังเกิด 1 ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด 2 จงอ่านเถิดและพระเจ้าของเจ้านั้นผู้ทรงใจบุญยิ่ง 3 ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา 4 ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้ 5” (อัลอะลัก : 1-5)
คำถามที่ 16 : ใครเป็นคนแรกที่ศรัทธาต่อสาส์นที่ท่านนำมา?
คำตอบ : จากบรรดาผู้ชาย คือ อบูบักร์ อัศศิดดีก
จากบรรดาผู้หญิง คือ คอดีญะฮ์ บินติคุวัยลิด,
จากบรรดาเด็ก ๆ คือ อะลีย์ บินอบีฎอลิบ,
ผู้ที่ได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาส คือ ซัยด์ บินหาริษะฮ์
และจากบรรดาทาส คือ บิลาล อัลหะบะชีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม
คำถามที่ 17 : การเรียกร้องสู่อิสลามในตอนนั้นเป็นอย่างไร?
คำตอบ : การเรียกร้องสู่อิสลามเป็นไปอย่างลับ ๆ ประมาณ 3 ปี ในเวลาต่อมาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้รับคำสั่งให้เรียกร้องอย่างเปิดเผย
คำถามที่ 18 : สภาพของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาผู้ศรัทธาหลังจากมีการเชิญชวนแบบเปิดเผยเป็นอย่างไร?
คำตอบ : พวกมุชริกีนได้ทำร้ายท่านและบรรดาผู้ศรัทธามากยิ่งขึ้น จนกระทั่งได้รับการอนุมัติให้อพยพไปยังกษัตริย์นะญาชีย์แห่งอบิสสิเนีย
และบรรดามุชริกีนเห็นพ้องกันว่าจะทำร้ายและสังหารท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แต่อัลลอฮ์ได้ปกป้องและคุ้มครองโดยคุณลุงของท่าน อบูฎอลิบ
คำถามที่ 19 : ใครที่เสียชีวิตในปีที่ 10 หลังจากที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้รับการแต่งตั้ง?
คำตอบ : ผู้ที่เสียชีวิตในปีดังกล่าวได้แก่ คุณลุงอบูฎอลิบ และภริยาท่านหญิงคอดีญะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
คำถามที่ 20 : เหตุการณ์อิสรออ์และมิอ์รอจญ์เกิดขึ้นเมื่อไหร่?
คำตอบ : ขณะที่อายุของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ 50 ปี และได้บัญญัติการละหมาด 5 เวลาให้กับท่าน
อิสรออ์ หมายถึง การเดินทางจากมัสยิดหะรอมมักกะฮ์ไปยังมัสยิดอัลอักศอ
มิอ์รอจญ์ หมายถึง การเดินทางจากมัสยิดอัลอักศอขึ้นไปยังชั้นฟ้า ไปยังต้นพุทราอันไกลโพ้น
คำถามที่ 21 : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เชิญชวนผู้คนนอกบริเวณมักกะฮ์อย่างไร?
คำตอบ : ท่านได้เชิญชวนชาวฎออิฟ และแนะนำตัวถึงการเป็นนบีในช่วงฤดูกาลหัจญ์ และในสถานที่ชุมนุมต่าง ๆ จนกระทั่งส่วนหนึ่งจากชาวมะดีนะฮ์ได้มาหาท่าน และพวกเขาได้ศรัทธาต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และให้สัตยาบันว่าจะให้การช่วยเหลือท่าน
คำถามที่ 22 : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เรียกร้องเชิญชวนที่มักกะฮ์กี่ปี?
คำตอบ : จำนวน 13 ปี
คำถามที่ 23 : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อพยพไปที่ไหน?
คำตอบ : อพยพจากมักกะฮ์ไปยังมะดีนะฮ์
คำถามที่ 24 : ไปพำนักอยู่ที่มะดีนะฮ์กี่ปี?
คำตอบ : 10 ปี
คำถามที่ 25 : มีบทบัญญัติอะไรบ้างที่ถูกกำหนดลงมาขณะท่านอยู่มะดีนะฮ์?
คำตอบ : มีบทบัญญัติว่าด้วยซะกาต การถือศีลอด การทำหัจญ์ การญิฮาด การอะซาน และยังมีบทบัญญัติอื่น ๆ
คำถามที่ 26 : สมรภูมิที่สำคัญของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มีอะไรบ้าง?
คำตอบ :− สมรภูมิบะดัรอัลกุบรอ ปีที่ 2 หลังจากอพยพไปมะดีนะฮ์
− สมรภูมิอุหุด ปีที่ 3 หลังจากอพยพไปมะดีนะฮ์
− สมรภูมิอะห์ซาบ ปีที่ 5 หลังจากอพยพไปมะดีนะฮ์
− และสมรภูมิพิชิตมักกะฮ์ ปีที่ 8 หลังจากอพยพไปมะดีนะฮ์
คำถามที่ 27 : อัลกุรอานโองการสุดท้ายที่ถูกประทานลงมาคืออะไร?
คำตอบ : โองการสุดท้ายที่ถูกประทานลงมา อัลลอฮ์ ตรัสว่า: ความว่า “และพวกเจ้าจงยำเกรงวันหนึ่ง ซึ่งพวกเจ้าจะถูกนำกลับไปยังอัลลอฮ์ในวันนั้น แล้วแต่ละชีวิตจะถูกตอบแทนโดยครบถ้วนตามที่ชีวิตนั้นได้แสวงหาไว้ และพวกเขาจะไม่ถูกอธรรม” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 281)
คำถามที่ 28 : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เสียชีวิตเมื่อไหร่? และอายุของท่านเท่าไหร่?
คำตอบ : ท่านเสียชีวิตในเดือนรอบีอุลเอาวัล ปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 11 ขณะที่ท่านมีอายุ 63 ปี
คำถามที่ 29 : ภริยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มีใครบ้าง?
คำตอบ : ส่วนหนึ่งจากภริยาของท่านได้แก่ 1- คอดีญะฮ์ บินติ คุวัยลิด เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
2- เสาดะฮ์ บินติ สัมอะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
3- อาอิชะฮ์ บินติ อบีบักร์ อัศศิดดีก เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
4- หัฟเศาะฮ์ บินติ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
5- ซัยนับ บินติ คุสัยมะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
6- อุมมุสะละมะฮ์ ฮินด์ บินติ อบี อุมัยยะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
7- อุมมุหะบีบะฮ์ ร็อมละฮ์ บินติ อบีซุฟยาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
8- ญุวัยริยะฮ์ บินติ อัลหาริษ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
9- มัยมูนะฮ์ บินติ อัลหาริษ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
10- ซอฟิยะฮ์ บินติ หัยย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
11- ซัยนับ บินติ ญะห์ชิ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
คำถามที่ 30 : บรรดาลูก ๆ ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มีใครบ้าง?
คำตอบ : ลูกผู้ชายมี 3 คน ได้แก่:
อัลกอซิม ซึ่งท่านใช้เป็นชื่อเรียกขนานนามตัวท่าน,
อับดุลลอฮ์
และอิบรอฮีม
ส่วนลูกผู้หญิงมี 4 คน ได้แก่:
ฟาฏิมะฮ์,
รุก็อยยะฮ์,
อุมมุกุลซูม
และซัยนับ
โดยที่ลูกชายทั้งหมดเป็นลูกของท่านหญิงคอดีญะฮ์ ยกเว้นอิบรอฮีม และพวกเขาทั้งหมดได้เสียชีวิตก่อนท่านนบี ยกเว้นฟาฎิมะฮ์เสียชีวิตหลังจากท่านนบี 6 เดือน
คำถามที่ 31 : จงบอกบางประการจากคุณลักษณะทางสรีระของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม?
คำตอบ : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มีรูปร่างไม่สูงและไม่เตี้ย ผิวขาวอมแดง เคราหนา ดวงตาโต ปากกว้าง ผมดำ ไหล่กว้าง มีกลิ่นหอม และอื่น ๆ จากสรีระที่สวยงามของท่าน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
คำถามที่ 32 : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทิ้งประชาชาติของท่านให้อยู่บนสิ่งใด?
คำตอบ : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทิ้งประชาชาติของท่านให้อยู่บนหนทางที่ชัดแจ้ง กลางคืนเปรียบเสมือนกลางวัน ไม่มีผู้ใดที่หันเหออกจากหนทางนั้น นอกจากจะเป็นผู้ที่ได้รับความพินาศ ท่านมิได้ทิ้งความดีงามอันใดเอาไว้นอกจากได้ชี้แนะมันให้แก่ประชาชาติ และไม่มีความชั่วร้ายอันใดนอกจากได้เตือนให้ระวังออกห่างจากมัน
********
คำเตือน: หมวดนี้มีไว้สำหรับท่องจำโองการต่างๆ และทำความเข้าใจในความหมายของมัน
หมวดการอรรถาธิบายอัลกุรอาน17
คำถามที่ 1 : จงอ่านซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ และความหมายมีดังนี้:
🎧 بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ
ความว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ 1" 🎧 الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ
ความหมาย "การสรรเสริญทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก 2" 🎧 الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ
ความหมาย "ผู้ทรงกรุณาปราณีผู้ทรงเมตตาเสมอ 3" 🎧 مَالِكِ يَوْمِ الدِّينِ
ความหมาย "ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งวันตอบแทน 4" 🎧 إِيَّاكَ نَعْبُدُ وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ
ความหมาย "เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์เคารพอิบาดะฮ์และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ 5" 🎧 اهْدِنَا الصِّرَاطَ الْمُسْتَقِيمَ
ความหมาย "ขอพระองค์ทรงแนะนำพวกข้าพระองค์ซึ่งทางอันเที่ยงตรง 6" 🎧 صِرَاطَ الَّذِينَ أَنْعَمْتَ عَلَيْهِمْ غَيْرِ الْمَغْضُوبِ عَلَيْهِمْ وَلَا الضَّالِّينَ
ความหมาย "(คือ) ทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปรานแก่พวกเขา มิใช่ในทางของพวกที่ถูกกริ้วและมิใช่ทางของพวกที่หลงผิด 7” (อัลฟาติหะฮ์ : 1-7)
คำอรรถาธิบาย:
สาเหตุที่เรียกว่า “อัลฟาติหะฮ์” เพราะเป็นซูเราะฮ์ปฐมบทของคัมภีร์แห่งอัลลอฮ์นี้
1. ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ หมายถึง ฉันเริ่มอ่านอัลกุรอานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ โดยขอความช่วยเหลือต่อพระองค์ ขอความจำเริญด้วยกับการกล่าวพระนามของพระองค์
อัลลอฮ์ หมายถึง: ผู้ที่ได้รับการเคารพภักดีด้วยความชอบธรรม และจะไม่ใช้นามนี้เรียกใครอื่นนอกจากพระองค์
อัรเราะห์มาน (ผู้ทรงกรุณาปราณี) หมายถึง: ผู้มีเมตตาที่กว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งความเมตตาของพระองค์จะครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง
อัรเราะห์หีม (ผู้ทรงเมตตาเสมอ) หมายถึง: ผู้ทรงปรานีเฉพาะผู้ศรัทธาเท่านั้น
2. การสรรเสริญทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก หมายถึง การสรรเสริญทั้งมวลและความสมบูรณ์เพียบพร้อมเป็นของอัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียว
3. ผู้ทรงกรุณาปราณีผู้ทรงเมตตาเสมอ หมายถึง: ผู้ทรงเมตตาที่กว้างใหญ่ไพศาลแก่ทุกสิ่ง และผู้เมตตาสัมพันธ์กับบรรดาผู้ศรัทธา
4. ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งวันตอบแทน หมายถึง วันกิยามะฮ์
5. เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์เคารพอิบาดะฮ์ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ หมายถึง เฉพาะพระองค์องค์เดียวเท่านั้นที่พวกเราเคารพอิบาดะฮ์ และเฉพาะพระองค์องค์เดียวเท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ
6. ขอพระองค์ทรงแนะนำพวกข้าพระองค์ซึ่งทางอันเที่ยงตรงด้วยเถิด หมายถึง พระองค์ผู้ทรงนำทางสู่อิสลามและสุนนะฮ์
7. (คือ) ทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปรานแก่พวกเขา มิใช่ในทางของพวกที่ถูกกริ้วและมิใช่ทางของพวกที่หลงผิด หมายถึง แนวทางของบรรดาปวงบ่าวของอัลลอฮ์ที่ดี ๆ จากบรรดานบีและผู้เจริญรอยตามแนวทางของพวกเขา ไม่ใช่แนวทางของคริสต์และยิว
และหลังจากการอ่านซูเราะฮ์ฟาติหะฮ์ส่งเสริมให้อ่านอามีน หมายถึง ขอพระองค์ทรงตอบรับคำวิงวอนของพวกเราด้วยเถิด
คำถามที่ 2 : จงอ่านซูเราะฮ์อัซซัลซะละฮ์และคำอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัซซัลซะละฮ์ และคำอรรถาธิบายของซูเราะฮ์มีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 إِذَا زُلْزِلَتِ الْأَرْضُ زِلْزَالَهَا
ความหมาย “เมื่อแผ่นดินถูกให้ไหวอย่างรุนแรง 1" 🎧 وَأَخْرَجَتِ الْأَرْضُ أَثْقَالَهَا
ความหมาย "และเมื่อแผ่นดินได้ระบายของหนักออกมา 2" 🎧 وَقَالَ الْإِنْسَانُ مَا لَهَا
ความหมาย "และมนุษย์จะกล่าวว่าเกิดอะไรขึ้นแก่มันเล่า 3" 🎧 يَوْمَئِذٍ تُحَدِّثُ أَخْبَارَهَا
ความหมาย "ในวันนั้นมันจะบอกข่าวคราวของมัน 4" 🎧 بِأَنَّ رَبَّكَ أَوْحَى لَهَا
ความหมาย "ว่าแท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้าได้มีบัญชาแก่มัน 5" 🎧 يَوْمَئِذٍ يَصْدُرُ النَّاسُ أَشْتَاتًا لِيُرَوْا أَعْمَالَهُمْ
ความหมาย "ในวันนั้นมนุษย์จะกระจายออกมาเป็นหมู่ ๆ เพื่อพวกเขาจะได้เห็นผลงานของพวกเขา 6" 🎧 فَمَنْ يَعْمَلْ مِثْقَالَ ذَرَّةٍ خَيْرًا يَرَهُ
ความหมาย "ดังนั้นผู้ใดกระทำความดีหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะเห็นมัน 7" 🎧 وَمَنْ يَعْمَلْ مِثْقَالَ ذَرَّةٍ شَرًّا يَرَهُ
ความหมาย "ส่วนผู้ใดกระทำความชั่วหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะเห็นมัน 8” (อัซซัลซะละฮ์ : 1-7)
คำอรรถาธิบาย:
1. เมื่อแผ่นดินถูกให้ไหวอย่างรุนแรง หมายถึง เมื่อแผ่นดินได้ไหวอย่างรุนแรง โดยวันกิยามะฮ์จะอุบัติขึ้น
2. และเมื่อแผ่นดินได้ระบายของหนักออกมา หมายถึง แผ่นดินได้ระบายของหนักที่อยู่ในท้องของมันออกมา อันได้แก่คนที่เสียชีวิตและสิ่งอื่น ๆ
3. และมนุษย์จะกล่าวว่าเกิดอะไรขึ้นแก่มันเล่า หมายถึง มนุษย์จะกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับแผ่นดินจึงได้ไหวเช่นนี้?
4. ในวันนั้นมันจะบอกข่าวคราวของมัน หมายถึง ในวันที่ยิ่งใหญ่นี้แผ่นดินจะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นความดีงามหรือความเลวร้าย
5. ว่าแท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้าได้มีบัญชาแก่มัน เพราะอัลลอฮ์ทรงแจ้งแก่แผ่นดินและบัญชาให้กระทำเช่นนั้น
6. ในวันนั้นมนุษย์จะกระจายออกมาเป็นหมู่ ๆ เพื่อพวกเขาจะได้เห็นผลงานของพวกเขา หมายถึง ในวันอันยิ่งใหญ่นั้น วันที่แผ่นดินสั่นสะเทือน ผู้คนจะออกจากที่ยืนเพื่อการสอบสวนเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้ได้เห็นการกระทำของตนที่ได้กระทำไว้ในโลกดุนยา
7. ดังนั้นผู้ใดกระทำความดีหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะเห็นมัน หมายถึง ผู้ใดได้กระทำความดีมีน้ำหนักเท่ามดตัวเล็ก ๆ เขาก็จะได้เห็นมันอยู่ต่อหน้าเขา
8. ส่วนผู้ใดกระทำความชั่วหนักเท่าละอองธุลีเขาก็จะเห็นมัน หมายถึง ผู้ใดได้กระทำความชั่วน้ำหนักเท่ามดตัวเล็ก ๆ เขาก็จะได้เห็นมันอยู่ต่อหน้าเขา
คำถามที่ 3 : จงอ่านซูเราะฮ์อัลอาดิยาต และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัลอาดิยาต และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 وَالْعَادِيَاتِ ضَبْحًا
ความหมาย “ขอสาบานด้วยม้าที่ส่งเสียงหอบขณะวิ่ง 1" 🎧 فَالْمُورِيَاتِ قَدْحًا
ความหมาย "แล้วด้วยม้าที่กลีบเท้าของมันตีกับหินจนเกิดประกายไฟ 2" 🎧 فَالْمُغِيرَاتِ صُبْحًا
ความหมาย "แล้วด้วยม้าที่จู่โจมศัตรูในยามเช้า 3" 🎧 فَأَثَرْنَ بِهِ نَقْعًا
ความหมาย "แล้วมันได้ทำให้ฝุ่นตลบฟุ้งในยามนั้น 4" 🎧 فَوَسَطْنَ بِهِ جَمْعًا
ความหมาย "แล้วมันได้บุกเข้าไปท่ามกลางหมู่ศัตรูในยามนั้น 5" 🎧 إِنَّ الْإِنْسَانَ لِرَبِّهِ لَكَنُودٌ
ความหมาย "แท้จริงมนุษย์เป็นผู้เนรคุณต่อพระเจ้าของเขา 6" 🎧 وَإِنَّهُ عَلَى ذَلِكَ لَشَهِيدٌ
ความหมาย "และแท้จริงเขาได้เป็นพยานต่อการนั้นอย่างแน่นอน 7" 🎧 وَإِنَّهُ لِحُبِّ الْخَيْرِ لَشَدِيدٌ
ความหมาย "และแท้จริงเขามีความหวงแหนเพราะรักในทรัพย์สมบัติ 8" 🎧 أَفَلَا يَعْلَمُ إِذَا بُعْثِرَ مَا فِي الْقُبُورِ
ความหมาย "เขาไม่รู้ดอกหรือว่าเมื่อสิ่งที่อยู่ในหลุมฝังศพถูกให้ฟื้นขึ้นมา 9" 🎧 وَحُصِّلَ مَا فِي الصُّدُورِ
ความหมาย "และสิ่งที่อยู่ในหัวอกถูกเผยออก 10" 🎧 إِنَّ رَبَّهُمْ بِهِمْ يَوْمَئِذٍ لَخَبِيرٌ
ความหมาย "แท้จริงพระเจ้าของพวกเขาในวันนั้น ทรงตระหนักในพวกเขาอย่างแน่นอน 11” (อัลอาดิยาต : 1-11)
คำอรรถาธิบาย:
1- ขอสาบานด้วยม้าที่วิ่งหอบ หมายถึง อัลลอฮ์ได้สาบานด้วยม้าที่วิ่งจนกระทั่งได้ยินเสียงหายใจอันเนื่องจากการวิ่งที่หนักหน่วง
2- แล้วด้วยม้าที่กลีบเท้าของมันตีกับหินจนเกิดประกายไฟ หมายถึง พระองค์ได้สาบานด้วยม้าที่กลีบเท้าของมันทำให้เกิดประกายไฟเนื่องจากกระทบกับหินอย่างรุนแรง
3- แล้วด้วยม้าที่จู่โจมศัตรูในยามเช้า หมายถึง พระองค์ได้สาบานด้วยม้าที่จู่โจมศัตรูในเวลายามเช้า
4- แล้วมันได้ทำให้ฝุ่นตลบฟุ้งในยามนั้น หมายถึง แล้วมันทำให้ฝุ่นฟุ้งตลบเพราะการวิ่งของมัน
5- แล้วมันได้บุกเข้าไปท่ามกลางหมู่ศัตรูในยามนั้น หมายถึง แล้วมันได้พาบรรดาอัศวินบุกทะลวงเข้าไปท่ามกลางหมู่ศัตรู
6- แท้จริงมนุษย์เป็นผู้เนรคุณต่อพระเจ้าของเขา หมายถึง แท้จริงมนุษย์หวงแหนยิ่งในสิ่งดี ๆ ซึ่งเขาต้องการจะได้รับมันจากพระผู้อภิบาลของเขา
7- และแท้จริงเขาได้เป็นพยานต่อการนั้นอย่างแน่นอน หมายถึง และแท้จริงเขาจะได้เห็นในการหวงแหนของเขา โดยที่เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัด
8- แท้จริงเขารักทรัพย์สินอย่างรุนแรง หมายถึง และแท้จริงเขาจะตระหนี่ เนื่องจากรักทรัพย์สมบัติอย่างรุนแรง
9- เขาไม่รู้ดอกหรือว่า เมื่อสิ่งที่อยู่ในหลุมฝังศพถูกให้ฟื้นขึ้นมา หมายถึง มนุษย์ที่เพลิดเพลินอยู่กับชีวิตในโลกนี้ไม่รู้ดอกหรือว่า เมื่ออัลลอฮ์ให้คนที่เสียชีวิตได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเพื่อการพิพากษาและตอบแทนรางวัล แท้จริงเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เป็นดั่งที่เขาคาดคิดไว้
10- และสิ่งที่อยู่ในหัวอกถูกเผยออก หมายถึง และสิ่งที่อยู่ในหัวอกถูกเผยออกมา อันได้แก่การเจตนาและความเชื่อต่าง ๆ
11- แท้จริงพระเจ้าของพวกเขาในวันนั้น ทรงตระหนักในพวกเขาอย่างแน่นอน หมายถึง แท้จริงในวันนั้นพระผู้อภิบาลของพวกเขาทรงรู้ดีในพวกเขา ไม่มีกิจการใดของปวงบ่าวที่จะซ่อนเร้นพระองค์ได้ และพระองค์จะทรงตอบแทนแก่พวกเขา
คำถามที่ 4 : จงอ่านซูเราะฮ์อัลกอริอะฮ์ และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัลกอริอะฮ์ และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 الْقَارِعَةُ
ความหมาย “อัลกอริอะฮ์ 1" 🎧 مَا الْقَارِعَةُ
ความหมาย "อัลกอริอะฮ์นั้นคืออะไร 2" 🎧 وَمَا أَدْرَاكَ مَا الْقَارِعَةُ
ความหมาย "และอะไรที่ทำให้เจ้าได้รู้ว่าอัลกอรีอะฮ์นั้นคืออะไร 3" 🎧 يَوْمَ يَكُونُ النَّاسُ كَالْفَرَاشِ الْمَبْثُوثِ
ความหมาย "วันที่มนุษย์จะเป็นเช่นแมลงเม่าที่กระจายว่อน 4" 🎧 وَتَكُونُ الْجِبَالُ كَالْعِهْنِ الْمَنْفُوشِ
ความหมาย "และบรรดาภูเขาจะเป็นเช่นขนสัตว์ที่ปลิวว่อน 5" 🎧 فَأَمَّا مَنْ ثَقُلَتْ مَوَازِينُهُ
ความหมาย "ส่วนผู้ที่ตราชูของเขาหนัก 6" 🎧 فَهُوَ فِي عِيشَةٍ رَاضِيَةٍ
ความหมาย "เขาก็จะอยู่ในการมีชีวิตที่เปี่ยมสุข 7" 🎧 وَأَمَّا مَنْ خَفَّتْ مَوَازِينُهُ
ความหมาย "และส่วนผู้ที่ตราชูของเขาเบา 8" 🎧 فَأُمُّهُ هَاوِيَةٌ
ความหมาย "ที่พำนักของเขาก็คือเหวลึก (ฮาวิยะฮ์) 9" 🎧 وَمَا أَدْرَاكَ مَا هِيَهْ
ความหมาย "และอะไรเล่าที่ทำให้เจ้ารู้ได้ว่าเหวลึกคืออะไร 10" 🎧 نَارٌ حَامِيَةٌ
ความหมาย "คือไฟอันร้อนแรง 11” (อัลกอริอะฮ์ : 1-11)
คำอรรถาธิบาย:
1- อัลกอริอะฮ์ หมายถึง วันกิยามะฮ์ คือสิ่งที่ทำให้หัวใจมนุษย์สะพรึงกลัว เนื่องจากความโกลาหลที่ใหญ่หลวง
2- อัลกอริอะฮ์นั้นคืออะไร? หมายถึง วันกิยามะฮ์ คือสิ่งที่ทำให้หัวใจมนุษย์สะพรึงกลัว เนื่องจากความโกลาหลที่ใหญ่หลวงนั้นคืออะไร?
3- และอะไรที่ทำให้เจ้ารู้ได้ว่า อัลกอริอะฮ์นั้นคืออะไร? หมายถึง และอะไรที่ทำให้รู้ว่าวันกิยามะฮ์ที่ทำให้หัวใจมนุษย์สะพรึงกลัว เนื่องจากมีความโกลาหลที่ใหญ่หลวงนั้นคืออะไร -โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์- แท้จริงนั่นคือวันกิยามะฮ์
4- วันที่มนุษย์จะเป็นเช่นแมลงเม่าที่กระจายว่อน หมายถึง วันที่หัวใจมนุษย์สะพรึงกลัวนั้น พวกเขาจะเป็นเช่นแมลงเม่าที่บินกระจายว่อน
5- และบรรดาภูเขาจะเป็นเช่นขนสัตว์ที่ปลิวว่อน หมายถึง และบรรดาภูเขาจะเป็นเช่นขนสัตว์ที่ปลิวว่อน เนื่องจากมีน้ำหนักที่เบาในการเคลื่อนไหว
6- ส่วนผู้ที่ตราชูของเขาหนัก หมายถึง ส่วนผู้ที่ความดีมีน้ำหนักมากกว่าความชั่ว
7- เขาก็จะอยู่ในการมีชีวิตที่ผาสุก หมายถึง เขาก็จะอยู่ในการมีชีวิตที่เปี่ยมสุขในสวนสวรรค์
8- และส่วนผู้ที่ตราชูของเขาเบา หมายถึง และส่วนผู้ที่ความชั่วมีน้ำหนักมากกว่าความดี
9- ที่พำนักของเขาก็คือเหวลึก (ฮาวิยะฮ์) หมายถึง ที่พำนักของของพวกเขาในวันกิยามะฮ์ คือนรกญะฮันนัม
10- และอะไรเล่าที่ทำให้เจ้ารู้ได้ว่าเหวลึกนั้นคืออะไร? หมายถึง และอะไรทำให้เจ้ารู้ -โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์- ว่ามันคืออะไร?
11- คือไฟอันร้อนแรง หมายถึง มันคือนรกที่มีความร้อนอย่างรุนแรง
คำถามที่ 5 : จงอ่านซูเราะฮ์อัตตะกาษุร และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัตตะกาษุร และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 أَلْهَاكُمُ التَّكَاثُرُ
ความหมาย “การสะสมทรัพย์สมบัติเพื่ออวดอ้างได้ทำให้พวกเจ้าเพลิดเพลิน 1 🎧 حَتَّى زُرْتُمُ الْمَقَابِرَ
ความหมาย "จนกระทั่งพวกเจ้าได้เข้าไปเยือนหลุมฝังศพ 2" 🎧 كَلَّا سَوْفَ تَعْلَمُونَ
ความหมาย "เปล่าเลย พวกเจ้าจะได้รู้ 3" 🎧 ثُمَّ كَلَّا سَوْفَ تَعْلَمُونَ
ความหมาย "แล้วก็เปล่าเลย พวกเจ้าจะได้รู้ 4" 🎧 كَلَّا لَوْ تَعْلَمُونَ عِلْمَ الْيَقِينِ
ความหมาย "มิใช่เช่นนั้น ถ้าพวกเจ้าได้รู้อย่างแท้จริงแล้ว 5" 🎧 لَتَرَوُنَّ الْجَحِيمَ
ความหมาย "แน่นอนพวกเจ้าจะเห็นไฟที่ลุกโชน 6" 🎧 ثُمَّ لَتَرَوُنَّهَا عَيْنَ الْيَقِينِ
ความหมาย "แล้วแน่นอนพวกเจ้าจะได้เห็นมันด้วยสายตาที่แน่ชัด 7" 🎧 ثُمَّ لَتُسْأَلُنَّ يَوْمَئِذٍ عَنِ النَّعِيمِ
ความหมาย "แล้วในวันนั้นพวกเจ้าจะถูกสอบถามเกี่ยวกับความโปรดปรานที่ได้รับ (ในโลกดุนยา) 8” (อัตตะกาษุร : 1-8)
คำอรรถาธิบาย:
1- การสะสมทรัพย์สมบัติเพื่ออวดอ้างได้ทำให้พวกเจ้า เพลิดเพลิน หมายถึง การโอ้อวดในทรัพย์สมบัติและลูกหลานทำให้พวกเจ้าเพลิดเพลิน -โอ้มนุษยชาติ- จากการเชื่อฟังต่ออัลลอฮ์
2- จนกระทั่งพวกเจ้าได้เข้าไปเยือนหลุมฝังศพ หมายถึง จนกว่าพวกเจ้าเสียชีวิต และได้เข้าไปอยู่ในหลุมฝังศพ
3- เปล่าเลย พวกเจ้าจะได้รู้ หมายถึง ไม่บังควรเลยที่การโอ้อวดทำให้พวกเจ้าเพลิดเพลินจากการเชื่อฟังต่ออัลลอฮ์ ต่อไปพวกเจ้าจะได้รู้ถึงบั้นปลายของการเพลิดเพลินนี้
4- แล้วก็เปล่าเลย พวกเจ้าจะได้รู้ หมายถึง แล้วต่อไปพวกเจ้าจะได้รู้ถึงบั้นปลายของมัน
5- มิใช่เช่นนั้น ถ้าพวกเจ้าได้รู้อย่างแท้จริง หมายถึง ในความเป็นจริง หากพวกเจ้ารู้อย่างแน่ชัดว่าพวกเจ้าจะถูกฟื้นคืนชีพไปยังอัลลอฮ์ และพระองค์จะทรงตอบแทนในการงานของพวกเจ้า แน่นอนพวกเจ้าย่อมไม่เพลิดเพลินอยู่กับการโอ้อวดในทรัพย์สมบัติและลูกหลาน
6- แล้วแน่นอน พวกเจ้าจะเห็นไฟที่ลุกโชน หมายถึง แน่นอนพวกเจ้าจะได้เห็นไฟอันลุกโชนในวันกิยามะฮ์
7- แล้วแน่นอนพวกเจ้าจะได้เห็นมันด้วยสายตาที่แน่ชัด หมายถึง แล้วพวกเจ้าจะได้เห็นมันอย่างแน่ชัด โดยปราศจากข้อสงสัยอันใด
8- แล้วในวันนั้นพวกเจ้าจะถูกสอบถามเกี่ยวกับความโปรดปราน ที่ได้รับ (ในโลกดุนยา) หมายถึง แล้วในวันนั้นพวกเจ้าจะถูกสอบถามเกี่ยวกับความโปรดปรานที่ได้รับในโลกดุนยา ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ความร่ำรวย และด้านอื่น ๆ
คำถามที่ 6 : จงอ่านซูเราะฮ์อัลอัศริ และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัลอัศริ และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 وَالْعَصْرِ
ความหมาย “ขอสาบานด้วยกาลเวลา 1" 🎧 إِنَّ الْإِنْسَانَ لَفِي خُسْرٍ
ความหมาย "แท้จริงมนุษย์นั้นอยู่ในการขาดทุน 2" 🎧 إِلَّا الَّذِينَ آمَنُوا وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ وَتَوَاصَوْا بِالْحَقِّ وَتَوَاصَوْا بِالصَّبْرِ
ความหมาย "นอกจากบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลาย และตักเตือนกันและกันในสิ่งที่เป็นสัจธรรม และตักเตือนกันและกันให้มีความอดทน 3” (อัลอัศริ : 1-3)
คำอรรถาธิบาย:
1. “ขอสาบานด้วยกาลเวลา” หมายถึง อัลลอฮ์ได้สาบานด้วยกาลเวลา
2. “แท้จริงมนุษย์อยู่ในการขาดทุน” หมายถึง มนุษย์ทั้งหมดอยู่ในการขาดทุนและพินาศ
3. “นอกจากบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลาย และตักเตือนกันและกันในสิ่งที่เป็นสัจธรรม และตักเตือนกันและกันให้มีความอดทน” หมายถึง นอกจากบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบคุณงามความดี และพร้อมกันนั้นพวกเขาได้เชิญชวนสู่สัจธรรมและอดทนอยู่บนสัจธรรม ดังนั้นพวกเขาเหล่านี้คือผู้ที่ประสบความสำเร็จ
คำถามที่ 7 : จงอ่านซูเราะฮ์อัลฮุมะซะฮ์ และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัลฮุมะซะฮ์ และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 وَيْلٌ لِكُلِّ هُمَزَةٍ لُمَزَةٍ
ความหมาย “ความหายนะจงประสบแด่ทุกผู้นินทาและผู้ใส่ร้ายผู้อื่น 1" 🎧 الَّذِي جَمَعَ مَالًا وَعَدَّدَهُ
ความหมาย "ซึ่งเขาสะสมทรัพย์สมบัติและหมั่นนับมันอยู่เสมอ 2" 🎧 يَحْسَبُ أَنَّ مَالَهُ أَخْلَدَهُ
ความหมาย "โดยคิดว่าทรัพย์สมบัติของเขานั้นจะทำให้เขาอยู่ได้ตลอดไป 3" 🎧 كَلَّا لَيُنْبَذَنَّ فِي الْحُطَمَةِ
ความหมาย "มิใช่เช่นนั้น แน่นอนเขาจะถูกโยนลงไปในไฟนรก (อัลหุเฏาะมะฮ์) 4" 🎧 وَمَا أَدْرَاكَ مَا الْحُطَمَةُ
ความหมาย "และอะไรเล่าที่ทำให้เจ้ารู้ได้ว่าไฟนรก (อัลหุเฏาะมะฮ์) นั้นคืออะไร? 5" 🎧 نَارُ اللَّهِ الْمُوقَدَةُ
ความหมาย "คือไฟของอัลลอฮ์ที่ถูกจุดให้ลุกโชน 6" 🎧 الَّتِي تَطَّلِعُ عَلَى الْأَفْئِدَةِ
ความหมาย "ซึ่งมันจะลุกไหม้เข้าไปในหัวใจ 7" 🎧 إِنَّهَا عَلَيْهِمْ مُؤْصَدَةٌ
ความหมาย "แท้จริงมันจะลุกไหม้ปกคลุมพวกเขาอย่างมิดชิด 8" 🎧 فِي عَمَدٍ مُمَدَّدَةٍ
ความหมาย "อยู่ในเสาที่สูงชะลูด 9” (อัลฮุมะซะฮ์ : 1-9)
คำอรรถาธิบาย:
1- ความหายนะจงประสบแด่ทุกผู้นินทา และผู้ใส่ร้ายผู้อื่น หมายถึง ความหายนะและการลงโทษอย่างรุนแรงจะประสบกับผู้นินทาและผู้ใส่ร้ายผู้อื่น
2- ซึ่งเขาสะสมทรัพย์สมบัติ และหมั่นนับมันอยู่เสมอ หมายถึง คือผู้ที่ให้ความสำคัญกับการสะสมทรัพย์และหมั่นนับมัน ไม่มีความสำคัญอันใดสำหรับเขานอกจากเรื่องนี้
3- โดยคิดว่าทรัพย์สมบัติของเขานั้นจะทำให้เขาอยู่ได้ตลอดไป หมายถึง เขาคิดว่าทรัพย์สมบัติที่สะสมเอาไว้ จะช่วยให้เขารอดพ้นจากความตาย แล้วเขาจะคงอยู่ในโลกนี้ตลอดไป
4- มิใช่เช่นนั้น แน่นอนเขาจะถูกโยนลงไปในไฟนรก (อัลฮุเฏาะมะฮ์) หมายถึง เรื่องราวไม่ได้เป็นเช่นจินตนาการของคนเขลาผู้นี้เลย แน่นอนเขาจะถูกโยนลงไปในไฟนรกที่บดขยี้ทุกสิ่งที่ถูกโยนลงไป เนื่องจากความร้ายแรงของมัน
5- และอะไรเล่าที่ทำให้เจ้ารู้ได้ว่า ไฟนรก (อัลฮุเฏาะมะฮ์) นั้นคืออะไร? หมายถึง และอะไรเล่าที่ทำให้เจ้ารู้ได้ว่า -โอ้เราะสูลุลลอฮ์- ไฟนรกที่บดขยี้ทุกสิ่งที่ถูกโยนลงไปนั้นคืออะไร?
6- คือไฟของอัลลอฮ์ที่ถูกจุดให้ลุกโชน หมายถึง คือไฟของอัลลอฮ์ที่ถูกจุดให้ลุกโชน
7- ซึ่งมันจะลุกไหม้เข้าไปในหัวใจ หมายถึง มันจะลุกไหม้เข้าไปในร่างกายมนุษย์จนกระทั่งถึงหัวใจ
8- แท้จริง มันจะลุกไหม้คลุมบนพวกเขาอย่างมิดชิด หมายถึง แท้จริงมันจะปกคลุมผู้ที่ถูกลงโทษในนั้นอย่างมิดชิด
9- อยู่ในสภาพของเสาที่สูงชะลูด หมายถึง ด้วยกับเสาที่สูงชะลูด จนกระทั่งพวกเขาไม่สามารถออกมาจากนั้นได้
คำถามที่ 8 : จงอ่านซูเราะฮ์อัลฟีล และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัลฟีล และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 أَلَمْ تَرَ كَيْفَ فَعَلَ رَبُّكَ بِأَصْحَابِ الْفِيلِ
ความหมาย “เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า พระผู้อภิบาลของเจ้าได้กระทำกับพวกเจ้าของช้างอย่างไร? 1 🎧 أَلَمْ يَجْعَلْ كَيْدَهُمْ فِي تَضْلِيلٍ
ความหมาย "พระองค์มิได้ทรงทำให้แผนการณ์ของพวกเขาสูญสิ้นดอกหรือ? 2" 🎧 وَأَرْسَلَ عَلَيْهِمْ طَيْرًا أَبَابِيلَ
ความหมาย "และได้ทรงส่งนกเป็นฝูง ๆ ลงมาบนพวกเขา 3" 🎧 تَرْمِيهِمْ بِحِجَارَةٍ مِنْ سِجِّيلٍ
ความหมาย "มันได้ขว้างพวกเขาด้วยหินที่ทำด้วยดินแข็ง 4" 🎧 فَجَعَلَهُمْ كَعَصْفٍ مَأْكُولٍ
แล้วพระองค์ทรงทำให้พวกเขาเป็นเช่นใบไม้ที่ถูก (สัตว์) กิน 5” (อัลฟีล : 1-5)
คำอรรถาธิบาย:
1- เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า พระเจ้าของเจ้าได้กระทำกับพวก เจ้าของช้างอย่างไร? หมายถึง เจ้ารู้หรือไม่ -โอ้เราะสูลุลลอฮ์- ว่า พระผู้อภิบาลของเจ้าได้กระทำอย่างไรกับอับเราะฮะฮ์และบรรดาเจ้าของช้าง ขณะที่พวกเขาต้องการทำลายกะบะฮ์?
2- พระองค์มิได้ทรงทำให้แผนการณ์ของพวกเขาสูญสิ้นดอกหรือ? หมายถึง แน่นอนพระองค์ได้ทำให้แผนการณ์อันชั่วร้ายที่ต้องการจะทำลายกะบะฮ์ของพวกเขาล้มเหลว พวกเขาไม่ได้รับตามที่ปรารถนา คือการหันเหผู้คนออกจากการมุ่งสู่กะบะฮ์ และพวกเขาไม่ได้แตะต้องกะบะฮ์แต่อย่างใดเลย
3- และได้ทรงส่งนกเป็นฝูงๆ ลงมาบนพวกเขา หมายถึง พระองค์ทรงส่งนกเป็นฝูง ๆ ลงมายังพวกเขา
4- มันได้ขว้างพวกเขาด้วยหินที่ทำด้วยดินแข็ง หมายถึง มันได้ขว้างปาพวกเขาด้วยหินที่ทำจากดินแข็ง
5- แล้วพระองค์ทรงทำให้พวกเขาเป็นเช่นใบไม้ที่ถูก (สัตว์) กิน หมายถึง แล้วพระองค์ทรงทำให้พวกเขาเป็นเช่นใบไม้ที่ถูกสัตว์กัดเคี้ยว
คำถามที่ 9 : จงอ่านซูเราะฮ์กุรัยช์ และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์กุรัยช์ และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 لِإِيلَافِ قُرَيْشٍ
ความหมาย “เพื่อให้ความคุ้นเคยแก่ชาวกุรัยช์ 1 🎧 إِيلَافِهِمْ رِحْلَةَ الشِّتَاءِ وَالصَّيْفِ
ความหมาย "เพื่อให้ความคุ้นเคยแก่พวกเขาในการเดินทางในฤดูหนาว (ไปเยเมน) และฤดูร้อน (ไปชาม) 2" 🎧 فَلْيَعْبُدُوا رَبَّ هَذَا الْبَيْتِ
ความหมาย "ดังนั้นพวกเขาจงเคารพภักดีพระผู้อภิบาลของบ้านหลังนี้เถิด (คืออัลกะบะฮ์) 3" 🎧 الَّذِي أَطْعَمَهُمْ مِنْ جُوعٍ وَآمَنَهُمْ مِنْ خَوْفٍ
ความหมาย "ผู้ทรงให้อาหารแก่พวกเขาให้พ้นจากความหิว และทรงให้ความปลอดภัยแก่พวกเขาให้พ้นจากความหวาดกลัว 4” (กุรัยช์ : 1-4)
คำอรรถาธิบาย:
لِإِيلَافِ قُرَيْشٍ
ความหมาย "1- เพื่อให้ความคุ้นชินแก่ชาวกุเรช" หมายถึง คือให้พวกเขาได้รับความอบอุ่นในการเดินทางฤดูหนาวและฤดูร้อน
2- เพื่อให้ความคุ้นเคยแก่พวกเขา ในการเดินทางในฤดูหนาว (ไปเยเมน) และฤดูร้อน (ไปชาม) หมายถึง การเดินทางของพวกเขาในฤดูหนาวไปเยเมนและฤดูร้อนไปชามอย่างปลอดภัย
3- ดังนั้น จงให้พวกเขาเคารพภักดีพระเจ้าแห่งบ้านหลังนี้เถิด (คืออัลกะบะฮ์) หมายถึง ดังนั้นพวกเขาจงเคารพภักดีพระผู้อภิบาลของบ้านหลังนี้ (อัลกะบะฮ์) แต่เพียงผู้เดียวเถิด ผู้ซึ่งให้ความสะดวกง่ายดายในการเดินทางนี้ และอย่าได้ตั้งภาคีอันใดต่อพระองค์
4- ผู้ทรงให้อาหารแก่พวกเขาให้พ้นจากความหิว และทรงให้ความปลอดภัยแก่พวกเขา ให้พ้นจากความหวาดกลัว หมายถึง ผู้ทรงให้อาหารแก่พวกเขาให้พ้นจากความหิว และทรงให้ความปลอดภัยแก่พวกเขาให้พ้นจากความหวาดกลัว เนื่องจากชาวอาหรับจะให้เกียรติแก่มัสญิดหะรอมและผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตหะรอม
คำถามที่ 10 : จงอ่านซูเราะฮ์อัลมาอูน และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัลมาอูน และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 أَرَأَيْتَ الَّذِي يُكَذِّبُ بِالدِّينِ
ความหมาย “เจ้าเห็นแล้วมิใช่หรือ ผู้ที่ปฏิเสธการตอบแทน (ในปรโลก) 1" 🎧 فَذَلِكَ الَّذِي يَدُعُّ الْيَتِيمَ
ความหมาย "นั่นก็คือผู้ที่ขับไล่เด็กกำพร้า 2" 🎧 وَلَا يَحُضُّ عَلَى طَعَامِ الْمِسْكِينِ
ความหมาย "และไม่สนับสนุนในการให้อาหารแก่ผู้ขัดสน 3" 🎧 فَوَيْلٌ لِلْمُصَلِّينَ
ความหมาย "ดังนั้นความหายนะจงมีแด่บรรดาผู้ทำละหมาด 4" 🎧 الَّذِينَ هُمْ عَنْ صَلَاتِهِمْ سَاهُونَ
ความหมาย "ผู้ที่พวกเขาละเลยต่อการละหมาดของพวกเขา 5" 🎧 الَّذِينَ هُمْ يُرَاءُونَ
ความหมาย "ผู้ที่พวกเขาโอ้อวดกัน 6" 🎧 وَيَمْنَعُونَ الْمَاعُونَ
ความหมาย "และพวกเขาหวงแหนเครื่องใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ (แก่เพื่อนบ้าน) 7” (อัลมาอูน : 1-7)
คำอรรถาธิบาย:
1- เจ้าเห็นแล้วมิใช่หรือ ผู้ที่ปฏิเสธการตอบแทน (ในปรโลก) 1 หมายถึง เจ้ารู้แล้วมิใช่หรือ ผู้ที่ปฏิเสธการตอบแทนในวันกิยามะฮ์?
2- นั่นก็คือผู้ที่ขับไล่เด็กกำพร้า หมายถึง นั่นก็คือผู้ที่ขับไล่เด็กกำพร้ามิให้ได้รับในสิ่งที่เขามีความเดือดร้อนอย่างแข็งกร้าว
3- และไม่สนับสนุนในการให้อาหารแก่ผู้ขัดสน หมายถึง เขาไม่ได้กำชับตัวเองและผู้อื่นในการให้อาหารแก่ผู้ขัดสน
4- ดังนั้น ความหายนะจงมีแด่บรรดาผู้ทำละหมาด หมายถึง ดังนั้นความหายนะและการลงโทษจงมีแด่บรรดาผู้ทำละหมาด
5- ผู้ที่พวกเขาละเลยต่อการละหมาดของพวกเขา หมายถึง ซึ่งที่พวกเขาละเลยต่อการละหมาด พวกเขาไม่เอาใจใส่จนกระทั่งมันเลยเวลาของมัน
6- ผู้ที่พวกเขาโอ้อวดกัน หมายถึง ซึ่งพวกเขาต่างโอ้อวดกันในการละหมาดและการประกอบความดี โดยพวกเขาไม่ได้บริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์
7- และพวกเขาหวงแหนเครื่องใช้เล็กๆ น้อย (แก่เพื่อนบ้าน) หมายถึง และพวกเขาหักห้ามการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยกับสิ่งที่ไม่เป็นโทษอันใดต่อพวกเขาเลยในการช่วยเหลือด้วยสิ่งนั้น
คำถามที่ 11 : จงอ่านซูเราะฮ์อัลเกาษัร และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัลเกาษัร และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความว่า "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 إِنَّا أَعْطَيْنَاكَ الْكَوْثَرَ
ความหมาย “แท้จริงเราได้ประทานอัลเกาษัรแก่เจ้าแล้ว 1" 🎧 ความหมาย "ดังนั้นเจ้าจงละหมาดเพื่อพระผู้อภิบาลของเจ้าและจงเชือดสัตว์พลี 2" 🎧 إِنَّ شَانِئَكَ هُوَ الْأَبْتَرُ
ความหมาย "แท้จริงผู้ที่เกลียดชังเจ้านั้นคือผู้ที่ไร้ซึ่งความดี 3” (อัลเกาษัร : 1-3)
คำอรรถาธิบาย:
1- แท้จริงเราได้ประทานอัลเกาษัรแก่เจ้าแล้ว หมายถึง โอ้เราะซูลเอ๋ย แท้จริงเรานั้นได้นำมายังเจ้า ซึ่งความดีอันมากมาย และจากสิ่งนั้นก็คือ แม่น้ำอัลเกาษัรที่อยู่ในสวนสวรรค์
2- ดังนั้นเจ้าจงละหมาดเพื่อพระเจ้าของเจ้า และจงเชือดสัตว์พลี หมายถึง ดังนั้นจงขอบคุณอัลลอฮ์ในความโปรดปรานนี้ โดยที่เจ้าจะต้องละหมาดและเชือดสัตว์พลีเพื่อพระองค์แต่เพียงผู้เดียว เพื่อให้แตกต่างกับการกระทำของบรรดามุชริกีน พวกเขาแสดงถึงความใกล้ชิดต่อเจว็ดของพวกเขาด้วยการเชือดสัตว์พลี
3- แท้จริงศัตรูของเจ้านั้นเขาเป็นผู้ถูกตัดขาด หมายถึง แท้จริงผู้ที่เกลียดชังเจ้านั้น คือผู้ที่ได้ตัดขาดจากทุกความดีงาม และเป็นผู้ที่ถูกลืม หากเขาถูกกล่าวถึง ย่อมถูกกล่าวถึงในสิ่งที่ไม่ดี
คำถามที่ 12 : จงอ่านซูเราะฮ์อัลกาฟิรูน และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัลกาฟิรูน และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 قُلْ يَا أَيُّهَا الْكَافِرُونَ
ความหมาย “จงกล่าวเถิดมุหัมมัดว่า โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเอ๋ย 1" 🎧 لَا أَعْبُدُ مَا تَعْبُدُونَ
ความหมาย "ฉันจะไม่เคารพภักดีสิ่งที่พวกท่านเคารพภักดีอยู่ 2" 🎧 وَلَا أَنْتُمْ عَابِدُونَ مَا أَعْبُدُ
ความหมาย "และพวกท่านก็ไม่ใช่เป็นผู้เคารพภักดีพระเจ้าที่ฉันเคารพภักดี 3" 🎧 وَلَا أَنَا عَابِدٌ مَا عَبَدْتُمْ
ความว่า "และฉันก็มิใช่เป็นผู้เคารพภักดีสิ่งที่พวกท่านเคารพภักดี 4" 🎧 وَلَا أَنْتُمْ عَابِدُونَ مَا أَعْبُدُ
ความว่า "และพวกท่านก็มิใช่เป็นผู้เคารพภักดีพระเจ้าที่ฉันเคารพภักดี 5" 🎧 لَكُمْ دِينُكُمْ وَلِيَ دِينِ
ความว่า "สำหรับพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน 6” (อัลกาฟิรูน : 1-6)
คำอรรถาธิบาย:
1- จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดว่า โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเอ๋ย หมายถึง จงกล่าวเถิด -มุหัมมัด- ว่า โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์เอ๋ย
2- ฉันจะไม่เคารพภักดีสิ่งที่พวกท่านเคารพภักดีอยู่ หมายถึง ฉันจะไม่เคารพภักดีบรรดารูปปั้นที่พวกท่านเคารพภักดีทั้งในปัจจุบันและอนาคต
3- และพวกท่านก็ไม่ใช่เป็นผู้เคารพภักดีพระเจ้าที่ฉันเคารพภักดี หมายถึง และพวกท่านก็ไม่ใช่เป็นผู้เคารพภักดีพระเจ้าที่ฉันเคารพภักดี คืออัลลอฮ์แต่เพียงพระองค์เดียว
4- และฉันก็มิใช่เป็นผู้เคารพภักดีสิ่งที่พวกท่านเคารพภักดี หมายถึง และฉันก็มิใช่เป็นผู้เคารพภักดีรูปปั้นที่พวกท่านเคารพภักดี
5- และพวกท่านก็มิใช่เป็นผู้เคารพภักดีพระเจ้าที่ฉันเคารพภักดี หมายถึง และพวกท่านก็มิใช่เป็นผู้เคารพภักดีพระเจ้าที่ฉันเคารพภักดี คืออัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียว
6- สำหรับพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน หมายถึง สำหรับพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน ซึ่งพวกท่านได้ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อพวกท่านเอง และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน ซึ่งอัลลอฮ์ทรงประทานลงมาให้แก่ฉัน
คำถามที่ 13 : จงอ่านซูเราะฮ์อันนัศริ และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อันนัศริ และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 إِذَا جَاءَ نَصْرُ اللَّهِ وَالْفَتْحُ
ความหมาย “เมื่อความช่วยเหลือของอัลลอฮ์และการพิชิตได้มาถึงแล้ว 1 🎧 وَرَأَيْتَ النَّاسَ يَدْخُلُونَ فِي دِينِ اللَّهِ أَفْوَاجًا
ความหมาย "และเจ้าได้เห็นประชาชนเข้าในศาสนาของอัลลอฮ์เป็นหมู่ ๆ 2" 🎧 فَسَبِّحْ بِحَمْدِ رَبِّكَ وَاسْتَغْفِرْهُ إِنَّهُ كَانَ تَوَّابًا
ความหมาย "ดังนั้นจงแซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระผู้อภิบาลของเจ้าและจงขออภัยโทษต่อพระองค์เถิด แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษเสมอ 3" (อันนัศริ : 1-3)
คำอรรถาธิบาย:
1- เมื่อความช่วยเหลือของอัลลอฮ์ และการพิชิตได้มาถึงแล้ว หมายถึง เมื่อความช่วยเหลือของอัลลอฮ์ต่อศาสนาของเจ้า -โอ้เราะสูลุลลอฮ์- และการพิชิตมักกะฮ์ได้มาถึงแล้ว
2- และเจ้าได้เห็นประชาชนเข้าในศาสนาของอัลลอฮ์เป็นหมู่ๆ หมายถึง และเจ้าได้เห็นประชาชนเข้ารับอิสลามเป็นหมู่ๆ
3- ดังนั้นจงแซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระเจ้าของเจ้า และจงขออภัยโทษต่อพระองค์เถิด แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษเสมอ หมายถึง พึงรู้เถิดว่า นั่นคือสัญญาณแห่งเวลาใกล้สิ้นสุดภาระที่เจ้าถูกส่งมา และใกล้ถึงวาระสุดท้ายของเจ้าและการพบกับพระเจ้าของเจ้า ดังนั้นจงแซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระผู้อภิบาลของเจ้า ขอบคุณพระองค์ในความโปรดปรานที่ให้การช่วยเหลือและการพิชิตมักกะฮ์ และจงขออภัยโทษต่อพระองค์เถิด แท้จริงพระองค์ทรงตอบรับการกลับตัวของปวงบ่าวและทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขาเสมอ
คำถามที่ 14 : จงอ่านซูเราะฮ์อัลมะสัด และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัลมะสัด และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 تَبَّتْ يَدَا أَبِي لَهَبٍ وَتَبَّ
ความหมาย “มือทั้งสองของอบีละฮับจงพินาศและเขาก็พินาศแล้ว 1 🎧 مَا أَغْنَى عَنْهُ مَالُهُ وَمَا كَسَبَ
ความหมาย "ทรัพย์สมบัติของเขาและสิ่งที่เขาได้ขวนขวายไว้นั้นมิได้อำนวยประโยชน์แก่เขาเลย 2" 🎧 سَيَصْلَى نَارًا ذَاتَ لَهَبٍ
ความหมาย "เขาจะเข้าไปเผาไหม้ในนรกที่มีไฟลุกโชน 3" 🎧 وَامْرَأَتُهُ حَمَّالَةَ الْحَطَبِ
ความหมาย "ทั้งภริยาของเขาด้วย นางเป็นผู้แบกฟืน 4" 🎧 فِي جِيدِهَا حَبْلٌ مِنْ مَسَدٍ
ความหมาย "ที่คอของนางมีเชือกถักด้วยใยอินทผลัม 5” (อัลมะสัด : 1-5)
คำอรรถาธิบาย:
1- มือทั้งสองของอะบีละฮับจงพินาศ และเขาก็พินาศแล้ว หมายถึง "มือของลุงของศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม คือ อะบีละฮับ บุตรของอับดุลมุฏฏอลิบ ต้องประสบกับความหายนะ เนื่องจากการกระทำของเขาที่ขาดทุน เพราะเขาเคยทำร้ายศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และความพยายามของเขาก็ไร้ผล"
2- ทรัพย์สมบัติของเขา และสิ่งที่เขาได้ขวนขวายเอาไว้นั้นมิได้อำนวยประโยชน์แก่เขาเลย หมายถึง คือสิ่งใดเล่าที่จะอำนวยประโยชน์แก่เขา ทรัพย์สมบัติและลูกหลานของเขา? ทั้งสองไม่ได้ป้องกันการลงโทษให้แก่เขาเลย และก็ไม่ได้นำความความเมตตามายังเขา
3- เขาจะเข้าไปเผาไหม้ในนรกที่มีไฟลุกโชน หมายถึง ในวันกิยามะฮ์เขาจะเข้าไปในนรกที่มีไฟลุกโชนร้อนระอุ
4- ทั้งภริยาของเขาด้วย นางเป็นผู้แบกฟืน หมายถึง อุมมุญะมีลภริยาของเขาจะเข้าไปอยู่ในนรกด้วย ซึ่งเป็นคนคอยทำร้ายท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยการวางหนามดักบนทางเดินของท่าน
5- ที่คอของนางมีเชือกถักด้วยใยอินทผลัม หมายถึง ที่คอของนางมีเชือกที่มัดแน่น โดยนางจะถูกลากด้วยเชือกนั้นไปยังนรก
คำถามที่ 15 : จงอ่านซูเราะฮ์อัลอิคลาศ และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัลอิคลาศ และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 قُلْ هُوَ اللَّهُ أَحَدٌ
ความหมาย “จงกล่าวเถิดมุหัมมัด พระองค์คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ 1" 🎧 اللَّهُ الصَّمَدُ
ความหมาย "อัลลอฮ์นั้นทรงเป็นที่พึ่ง 2" 🎧 لَمْ يَلِدْ وَلَمْ يُولَدْ
ความหมาย "พระองค์ไม่ประสูติและไม่ทรงถูกประสูติ 3" 🎧 وَلَمْ يَكُنْ لَهُ كُفُوًا أَحَدٌ
ความหมาย "และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์ 4” (อัลอิคลาส : 1-4)
คำอรรถาธิบาย:
1- จงล่าวเถิดมุฮัมมัด พระองค์คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกกะ หมายถึง จงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูล- อัลลอฮ์คือพระเจ้า ผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีอื่นจากพระองค์
2- อัลลอฮ์นั้นทรงเป็นที่พึ่ง หมายถึง ความทุกข์ยากของสรรพสิ่งจะถูกนำเสนอไปยังพระองค์
3- พระองค์ไม่ประสูติ และไม่ทรงถูกประสูติ หมายถึง พระองค์ไม่มีบุตร และไม่มีผู้ให้กำเนิด
4- และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์ หมายถึง และไม่มีสรรพสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์
คำถามที่ 16 : จงอ่านซูเราะฮ์อัลฟะลัค และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อัลฟะลัค และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 قُلْ أَعُوذُ بِرَبِّ الْفَلَقِ
ความหมาย “จงกล่าวเถิดมุหัมมัด ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งรุ่งอรุณ 1 🎧 مِنْ شَرِّ مَا خَلَقَ
ความหมาย "ให้พ้นจากความชั่วร้ายที่พระองค์ได้ทรงบันดาลขึ้น 2" 🎧 وَمِنْ شَرِّ غَاسِقٍ إِذَا وَقَبَ
ความหมาย "และจากความชั่วร้ายแห่งความมืดของเวลากลางคืนเมื่อมันแผ่คลุม 3" 🎧 وَمِنْ شَرِّ النَّفَّاثَاتِ فِي الْعُقَدِ
ความหมาย "และจากความชั่วร้ายของบรรดาผู้เสกเป่าในปมเงื่อน 4" 🎧 وَمِنْ شَرِّ حَاسِدٍ إِذَا حَسَدَ
ความหมาย "และจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาเมื่อเขาอิจฉา 5” (อัลฟะลัค : 1-5)
คำอรรถาธิบาย:
1- จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ข้าพระองค์ ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งรุ่งอรุณ หมายถึง จงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูล- ข้าขอความคุ้มครองต่อพระผู้อภิบาลแห่งรุ่งอรุณ
2- ให้พ้นจากความชั่วร้าย ที่พระองค์ได้ทรงบันดาลขึ้น หมายถึง ให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายของสิ่งที่ให้โทษจากสรรพสิ่งทั้งหลาย
3- และจากความชั่วร้าย แห่งความมืดของกาลเวลากลางคืน เมื่อมันแผ่คลุม หมายถึง ข้าขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายที่จะเกิดขึ้นในเวลากลางคืน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ต่าง ๆ หรือโจรขโมย
4- และจากความชั่วร้าย ของบรรดาผู้เสกเป่าในปมเงื่อน หมายถึง ข้าขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายของบรรดาแม่หมอที่เสกเป่าในปมเงื่อน
5- และจากความชั่วร้าย ของผู้อิจฉาเมื่อเขาอิจฉา หมายถึง และจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาที่เกลียดชังผู้อื่น เมื่อเขาอิจฉาในความโปรดปรานที่อัลลอฮ์ทรงประทานแก่พวกเขา โดยหวังให้มันหมดไปจากพวกเขา และหวังให้เกิดอันตรายแก่พวกเขา
คำถามที่ 17 : จงอ่านซูเราะฮ์อันนาส และจงอรรถาธิบายความหมายของซูเราะฮ์นี้
คำตอบ : ซูเราะฮ์อันนาส และความหมายมีดังนี้
🎧 بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
ความหมาย "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
🎧 قُلْ أَعُوذُ بِرَبِّ النَّاسِ
ความหมาย “จงกล่าวเถิดมุหัมมัด ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งมนุษยชาติ 1" 🎧 مَلِكِ النَّاسِ
ความหมาย "ผู้ทรงอำนาจแห่งมนุษยชาติ 2" 🎧 إِلَهِ النَّاسِ
ความหมาย "พระเป็นเจ้าแห่งมนุษยชาติ 3" 🎧 مِنْ شَرِّ الْوَسْوَاسِ الْخَنَّاسِ
ความหมาย "ให้พ้นจากความชั่วร้ายของผู้กระซิบกระซาบที่หลอกล่อ 4" 🎧 الَّذِي يُوَسْوِسُ فِي صُدُورِ النَّاسِ
ความหมาย "ที่กระซิบกระซาบในหัวอกของมนุษย์ 5" مِنَ الْجِنَّةِ وَالنَّاسِ
ความหมาย "จากหมู่ญินและมนุษย์ 6” (อันนาส : 1-6)
คำอรรถาธิบาย:
1- จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ข้าพระองค์ขอความคุ้มครอง ต่อพระเจ้าแห่งมนุษยชาติ หมายถึง จงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูล- ข้าขอความคุ้มครองต่อพระผู้อภิบาลแห่งมวลมนุษยชาติ
2- พระราชาแห่งมนุษยชาติ หมายถึง ผู้บริหารจัดการตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ไม่มีผู้ทรงอำนาจอื่นใดสำหรับพวกเขานอกจากพระองค์เท่านั้น
3- พระเป็นเจ้าแห่งมนุษยชาติ หมายถึง ผู้ที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีของมวลมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่มีผู้ที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีสำหรับพวกเขานอกจากพระองค์เท่านั้น
4- ให้พ้นจากความชั่วร้าย ของผู้กระซิบกระซาบที่หลอกล่อ หมายถึง ให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายของชัยฏอนมารร้ายที่ใส่การกระซิบกระซาบไปยังมนุษย์
5- ที่กระซิบกระซาบในหัวอกของมนุษย์ หมายถึง มันจะใส่การกระซิบกระซาบเข้าไปยังหัวใจของมนุษย์
6- จากหมู่ญินและมนุษย์ หมายถึง คือการกระซิบกระซาบจะเกิดจากญินและมนุษย์
*******
หมวดว่าด้วยอัลหะดีษ14
หะดีษที่ 1: คำถามที่ 1 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “แท้จริงการงานนั้นขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ : จากอบีหัฟศ์ อุมัร บิน ค็อฎฎอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงการงานนั้นขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา และแท้จริงทุกคนจะได้รับ (การตอบแทน) ตามที่เจตนาไว้ ดังนั้นผู้ใดที่การอพยพของเขามีเจตนาไปยังอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ การอพยพของเขาก็จะไปยังอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ และผู้ใดที่การอพยพของเขามีเจตนาเพื่อให้ได้รับสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ หรือเพื่อผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วย ดังนั้นการอพยพของเขาก็จะไปยังสิ่งที่เขาได้เจตนาที่อพยพไป” บันทึกโดย อิหม่ามบุคอรีย์และมุสลิม
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. ทุกการงานจำเป็นจะต้องตั้งเจตนา ไม่ว่าจะเป็นการละหมาด การถือศีลอด การประกอบพิธีหัจญ์ และการงานอื่น ๆ
2. จำเป็นที่จะต้องมีความบริสุทธิ์ใจในการตั้งเจตนาเพื่ออัลลอฮ์
หะดีษที่ 2: คำถามที่ 2 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “ผู้ใดที่ทำอุตริกรรมขึ้นในศาสนาของเรา...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ : จากอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดที่ทำอุตริกรรมขึ้นในศาสนาของเรา โดยสิ่งนั้นไม่ใช่มาจากศาสนาแต่อย่างใด สิ่งนั้นก็ถูกปฏิเสธ” บันทึกโดย อิหม่ามบุคอรีย์และมุสลิม
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. ห้ามการทำอุตริกรรมขึ้นในศาสนา
2. การงานที่อุตริกรรมขึ้นมาจะถูกปฏิเสธ จะไม่ถูกตอบรับแต่อย่างใด
หะดีษที่ 3: คำถามที่ 3 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “ขณะที่เรานั่งร่วมอยู่กับท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ : จากอุมัร บิน ค็อฎฎอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: "วันหนึ่งขณะที่พวกเราอยู่กับท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งปรากฏตัวมายังพวกเรา เขาสวมใส่ด้วยเสื้อผ้าสีขาวเอี่ยม ผมดำจัด ไม่เห็นร่องรอยแห่งการเดินทางของเขา และไม่มีคนใดในหมู่พวกเรารู้จักเขา จนกระทั่งเขาได้ลงนั่งใกล้ ๆ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยเอาเข่าทั้งสองข้างของเขาชิดกับเข่าทั้งสองข้างของท่าน และได้วางฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาลงบนขาอ่อนทั้งสองข้างของท่าน แล้วกล่าวว่า: โอ้มุหัมมัด จงบอก “หลักการอิสลาม” แก่ข้าพเจ้า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ตอบว่า: อิสลามคือ การที่ท่านต้องให้สัตย์ปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักภาระอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และมุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ การที่ท่านต้องดำรงละหมาด ต้องจ่ายซะกาต ต้องถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และต้องประกอบพิธีฮัจญ์ ถ้าหากท่านมีความสามารถในการเดินทาง ชายแปลกหน้าได้กล่าวว่า: ถูกต้องแล้ว ผู้เล่า (คืออุมัร) ได้กล่าวว่า พวกเรารู้สึกแปลกใจในตัวชายผู้นี้ที่เขาตั้งคำถาม แล้วบอกว่าถูกต้อง ชายแปลกหน้าได้กล่าวอีกว่า: ท่านจงบอก “หลักการอีหม่าน” แก่ข้าพเจ้า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ตอบว่า คือการที่ท่านต้องศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ศรัทธาต่อมะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์ ศรัทธาต่อวันสิ้นโลก และศรัทธาต่อกฎสภาวะดีชั่วของพระองค์ ชายแปลกหน้าได้กล่าวว่า: ถูกต้องแล้ว และกล่าวต่อไปอีกว่า ท่านจงบอก “หลักการอิห์ซาน” แก่ข้าพเจ้า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ได้ตอบว่า: คือการที่ท่านเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ดุจดังท่านกำลังเห็นพระองค์ แม้ว่าท่านจะไม่เห็นพระองค์ แต่พระองค์ทรงเห็นท่าน แล้วชายแปลกหน้าผู้นั้นได้กล่าวต่อไปอีกว่า: ท่านจงบอกวาระของวันสิ้นโลกที่จะมาถึงแก่ข้าพเจ้า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ได้ตอบว่า: ผู้ถูกถามมิได้รู้ดีกว่าผู้ถาม ชายแปลกหน้ากล่าวว่า ท่านจงบอกสัญญาณต่าง ๆ ของมันแก่ข้าพเจ้า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ตอบว่า: คือทาสหญิงจะคลอดบุตรเป็นนายของตัวเอง ท่านจะเห็นคนที่ไม่มีรองเท้า ไม่มีเสื้อผ้า ยากจน ซึ่งเลี้ยงแพะ จะแข่งขันกันสร้างอาคารสูง ผู้เล่า (คืออุมัร) ได้กล่าวว่า: หลังจากนั้นชายแปลกหน้าได้อำลาจากไป อยู่มาหลายวันท่านเราะสูลุลลอฮ์จึงได้กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า: โอ้อุมัร ท่านทราบไหมว่าชายที่ถามนั้นเป็นใคร ฉันตอบว่า: ผู้ที่ทราบดีคืออัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ ท่านเราะสูลุลลอฮ์จึงได้กล่าวว่า: เขาผู้นั้นคือญิบรีล ได้มาหาพวกท่าน เพื่อที่จะสอนศาสนาแก่พวกท่าน” บันทึกโดย มุสลิม
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. ได้กล่าวถึงหลักการอิสลาม 5 ประการ ประกอบด้วย:
- การให้สัตย์ปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าที่ควรให้การเคารพสักภาระอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และมุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์
- การดำรงละหมาด
- การจ่ายซะกาต
- การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน
- การประกอบพิธีฮัจญ์
2. ได้กล่าวถึงหลักการศรัทธา 6 ประการ ประกอบด้วย:
- การศรัทธาต่ออัลลอฮ์
- การศรัทธาต่อมะลาอิกะฮ์ของพระองค์
- การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์
- การศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์
- การศรัทธาต่อวันสิ้นโลก
- การศรัทธาต่อกฎสภาวะดีชั่วของพระองค์
3. ได้กล่าวถึงหลักการอิห์ซาน มีเพียงประการเดียว คือ การที่ท่านเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ดุจดั่งท่านกำลังเห็นพระองค์ แม้ว่าท่านจะไม่เห็นพระองค์ แต่พระองค์ทรงเห็นท่าน
4. เวลาที่จะเกิดวันสิ้นโลก ไม่มีใครรู้ได้นอกจากอัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียว
หะดีษที่ 4: คำถามที่ 4 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “ผู้ศรัทธาที่มีความศรัทธาสมบูรณ์ยิ่ง...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ :
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ศรัทธาที่มีความศรัทธาสมบูรณ์ที่สุด คือผู้ที่มีมารยาทดีงามที่สุดจากพวกเขา” บันทึกโดย อัตติรมิซีย์ และท่านกล่าวว่า “หะดีษหะสันเศาะฮีห์”
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. ส่งเสริมให้มีมารยาทที่ดี
2. การมีมารยาทที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของการมีศรัทธาที่สมบูรณ์
3. การศรัทธานั้นมีเพิ่มขึ้นและมีลดลง
หะดีษที่ 5: คำถามที่ 5 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “ผู้ใดที่ได้สาบานอื่นจากอัลลอฮ์...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ : จากอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดที่ได้สาบานอื่นจากอัลลอฮ์ แน่นอนเขาได้ปฏิเสธศรัทธาหรือได้ตั้งภาคีแล้ว” บันทึกโดย อัตติรมิซีย์
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. ไม่อนุญาตให้สาบานต่อสิ่งใดนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น
2. การสาบานอื่นจากอัลลอฮ์เป็นการตั้งภาคีประเภทเล็ก
หะดีษที่ 6: คำถามที่ 6 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “การศรัทธาของคนหนึ่งจากพวกท่านยังไม่สมบูรณ์จนกว่าฉันจะเป็นที่รักยิ่งแก่เขา...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ : จากอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “การศรัทธาของคนหนึ่งจากพวกท่านยังไม่สมบูรณ์จนกว่าฉันจะเป็นที่รักยิ่งแก่เขา มากกว่าผู้ให้กำเนิดของเขา ลูกของเขา และมนุษย์ทั้งหมด” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. จะต้องรักท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มากกว่ามนุษย์ทุกคน
2. การรักท่านนบีเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีศรัทธาที่สมบูรณ์
หะดีษที่ 7: คำถามที่ 7 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “คนหนึ่งจากพวกท่านยังไม่มีศรัทธาที่สมบูรณ์ จนกว่าเขาจะรักพี่น้องของเขา...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ : จากอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮ ว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “คนหนึ่งจากพวกท่านยังไม่มีศรัทธาที่สมบูรณ์ จนกว่าเขาจะรักพี่น้องของเขา ซึ่งสิ่งที่เขารักให้ได้กับตัวเอง” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. จำเป็นที่ผู้ศรัทธาจะต้องรักพี่น้องผู้ร่วมศรัทธาให้ได้รับความดีงาม เสมือนที่เขารักให้ได้แก่ตัวเอง
2. การรักที่จะให้ผู้ศรัทธาได้รับความดีงามเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีศรัทธาที่สมบูรณ์
หะดีษที่ 8: คำถามที่ 8 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ : จากอบีสะอีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงซูเราะฮ์อัลอิคลาสเท่ากับหนึ่งส่วนสามของอัลกุรอาน” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. ความประเสริฐของซูเราะฮ์อัลอิคลาศ
2. ความประเสริฐของซูเราะฮ์นี้เท่ากับหนึ่งส่วนสามของอัลกุรอาน
หะดีษที่ 9: คำถามที่ 9 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “ไม่มีพลังและไม่มีอำนาจอันใดนอกจากเป็นของอัลลอฮ์...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ : จากอบีมูสา เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “คำกล่าวว่า "ลาเหาละ วะลากุววะตะ อิลลาบิลลาฮ์" (ไม่มีพลังและไม่มีอำนาจอันใดนอกจากเป็นของอัลลอฮ์) เป็นหนึ่งจากขุมทรัพย์แห่งสวนสวรรค์” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. คุณค่าของคำกล่าวนี้ ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งจากขุมทรัพย์แห่งสวนสวรรค์
2. ไม่มีอำนาจอันใดสำหรับปวงบ่าว และเขาจะต้องพึ่งพาพลังอำนาจของอัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
หะดีษที่ 10: คำถามที่ 10 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “พึงรู้เถิดว่า แท้จริงในร่างกายมีเนื้ออยู่ก้อนหนึ่ง...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ : จากอัลนุอ์มาน บินบะชีร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “พึงรู้เถิดว่า แท้จริงในร่างกายมีเนื้ออยู่ก้อนหนึ่ง เมื่อเนื้อก้อนนั้นดี ร่างกายทั้งหมดจะดีไปด้วย และเมื่อเนื้อก้อนนั้นเสีย ร่างกายทั้งหมดจะเสียไปด้วย พึงรู้เถิดว่าเนื้อก้อนนั้นคือหัวใจ” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. การมีหัวใจที่ดีนั้นจะทำให้เกิดความดีทั้งภายนอกและภายใน
2. จะต้องให้ความสำคัญกับการปรับปรุงหัวใจ เพราะการมีหัวใจที่ดีจะทำให้เป็นคนดี
หะดีษที่ 11: คำถามที่ 11 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “ผู้ใดที่คำกล่าวประโยคสุดท้ายของเขาว่า ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ : จากมุอาซ บินญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮู กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดที่คำกล่าวประโยคสุดท้ายของเขาว่า "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ" (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่แท้จริง นอกจากอัลลอฮ์) เขาย่อมได้เข้าสวนสวรรค์” บันทึกโดย อบูดาวูด
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. ความประเสริฐของการกล่าว "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์" แท้จริงมุสลิมจะได้เข้าสวนสวรรค์ด้วยกับการกล่าวประโยคนี้
2. ความประเสริฐของผู้ที่จากดุนยาไปด้วยการกล่าวประโยคสุดท้ายว่า "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์"
หะดีษที่ 12: คำถามที่ 12 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “ไม่ใช่ผู้ศรัทธา (มุอ์มิน) สำหรับผู้ที่ด่าทอใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ผู้ที่ชอบสาปแช่ง...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ : จากอับดุลลอฮ์ บินมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮู กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ไม่ใช่ผู้ศรัทธาที่สมบูรณ์ สำหรับผู้ที่ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ผู้ที่สาปแช่ง ผู้ที่หยาบคาย และผู้ที่ลามก” บันทึกโดย อัตติรมิซีย์
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. ห้ามทุกคำพูดที่เป็นเท็จและลามก
2. เรื่องดังกล่าวเป็นคุณลักษณะของผู้ศรัทธาในด้านคำพูด
หะดีษที่ 13: คำถามที่ 13 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “ส่วนหนึ่งจากความสวยงามแห่งอิสลาม...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ : จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ส่วนหนึ่งจากความสวยงามแห่งอิสลามของบุคคลหนึ่ง คือการละทิ้งสิ่งที่ไม่มีประโยชน์สำหรับเขา” บันทึกโดย อัตติรมิซีย์และคนอื่นๆ
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. การละทิ้งสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง ทั้งในเรื่องศาสนาและทางโลกของผู้อื่น
2. การละทิ้งเรื่องไร้สาระ เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้อิสลามของเขาสมบูรณ์
หะดีษที่ 14: คำถามที่ 14 : จงต่อหะดีษนี้ให้สมบูรณ์ “ผู้ที่อ่านหนึ่งอักษรจากคัมภีร์ของอัลลอฮ์...” และจงบอกสิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้มาบางประการ
คำตอบ : จากอับดุลลอฮ์ บินมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮู แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดอ่าน 1 อักษรจากคัมภีร์ของอัลลอฮ์ เขาจะได้รับ 1 ความดี และ 1 ความดีเท่ากับ 10 เท่า ฉันไม่ได้พูดว่า อลิฟ ลาม มีม 1 อักษร แต่ทว่าอลิฟ 1 อักษร ลาม 1 อักษร และมีม 1 อักษร” บันทึกโดย อัตติรมิซีย์
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้:
1. ความประเสริฐของการอ่านอัลกุรอาน
2. ทุกอักษรที่ท่านอ่าน ท่านจะได้รับความดีงามมากมาย
*******
หมวดว่าด้วยมารยาทอิสลาม27
มารยาทที่พึงมีต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา: คำถามที่ 1 : มารยาทที่พึงมีต่ออัลลอฮ์เป็นอย่างไร?
คำตอบ :
1. ให้ความยิ่งใหญ่ต่ออัลลอฮ์ สุบฮานะฮุวะตะอาลา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: ความว่า "และพวกเขามิได้ให้ความยิ่งใหญ่แด่อัลลอฮ์อันพึงมีต่อพระองค์อย่างแท้จริง และแผ่นดินนี้ทั้งหมดเป็นเพียงกำพระหัตถ์หนึ่งของพระองค์ในวันกิยามะฮ์ และชั้นฟ้าทั้งหลายจะม้วนกลิ้งด้วยพระหัตถ์ขวาของพระองค์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ และพระองค์ทรงสูงส่งเหนือจากสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคี" [อัซซุมัร : 67]
2. เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีภาคีหุ้นส่วนอันใด อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า "และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์" [อัลบัยยินะฮ์ : 5]
3. เชื่อฟังปฏิบัติต่อพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮ์และจงเชื่อฟังปฏิบัติตามเราะซูลคนนี้เถิด" (มุฮัมมัด : 33)
4. ไม่ฝ่าฝืนต่อพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า "และผู้ใดฝ่าฝืนอัลลอฮ์ และเราะซูลของพระองค์ และละเมิดขอบเขตของพระองค์แล้วไซร้ พระองค์ก็จะทรงให้เขาเข้านรก โดยที่เขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล และเขาจะได้รับการลงโทษที่ยังความอัปยศให้ (แก่เขา)" [อัน-นิสาอ์ : 14]
5. ขอบคุณและสรรเสริญในความเมตตาและความโปรดปรานของพระองค์ซึ่งมากมายเกินที่จะนับได้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "พวกเจ้าจงขอบคุณต่อความโปรดปรานของอัลลอฮ์ หากพวกเจ้าเคารพภักดีเฉพาะพระองค์เท่านั้น" [อันนะห์ลุ: 114]
6. อดทนต่อการกำหนดของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า "และจงอดทนเถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงอยู่กับผู้ที่อดทนทั้งหลาย" [อัลอันฟาล : 46]
มารยาทที่พึงมีต่อท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม: คำถามที่ 2 : มารยาทที่พึงมีต่อท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นอย่างไร?
คำตอบ :
1. ปฏิบัติตามจริยาวัตรของท่าน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "โดยแน่นอน ในเราะซูลของอัลลอฮ์มีแบบฉบับอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้ว สำหรับผู้ที่หวัง (จะพบ) อัลลอฮ์และวันปรโลกและรำลึกถึงอัลลอฮ์อย่างมาก" (อัลอะห์ซาบ : 21)
2. เชื่อฟังต่อท่าน
3. ไม่ฝ่าฝืนต่อท่าน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "ผู้ใดเชื่อฟังเราะซูล แน่นอนเขาก็เชื่อฟังอัลลอฮ์แล้ว และผู้ใดผินหลังให้ เราก็หาได้ส่งเจ้าไปในฐานะเป็นผู้ควบคุมพวกเขาไม่" [อัน-นิสาอ์ : 80]
4. เชื่อในสิ่งที่ท่านบอกกล่าว อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "และเขามิได้พูดตามอารมณ์ 3 สิ่ง(ที่เขาพูด)นั้น ใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานลงมา" [อัน-นัจญ์มิ: 3-4]
5. ไม่ทำอุตริกรรมหรือเพิ่มเติมในจริยาวัตรของท่าน ท่านนบีมุฮัมมัด อลัยฮิศเศาะลาตุวัสสลาม ได้กล่าวว่า: "ผู้ใดอุตริกิจขึ้นในเรื่องศาสนาของเรานี้ ดังนั้น สิ่งที่อุตริขึ้นมานั้นย่อมถูกปฏิเสธ" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม
6. รักใคร่ต่อท่านมากกว่าชีวิตของตนเองและมนุษย์ทั้งหมด ท่านนบีมุฮัมมัด อลัยฮิศเศาะลาตุวัสสลาม ได้กล่าวว่า: "คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้าจะยังไม่เป็นบุคคลที่มีการศรัทธาที่สมบูรณ์ จนกว่าฉันจะเป็นที่รักยิ่งสำหรับเขา มากกว่าบิดาของเขา ลูกของเขา และมนุษย์ทั้งหมด" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
7. ให้เกียรติท่าน ให้การช่วยเหลือต่อท่าน และให้การสนับสนุนต่อจริยาวัตรของท่าน ดังที่อัลลอฮ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า "เพื่อให้พวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และเราะซูลของพระองค์ และให้ความช่วยเหลือเขา (เราะซูล) และให้เกียรติเขา" (อัล-ฟัตห์ : 9)
มารยาทที่พึงมีต่อบิดา-มารดา: คำถามที่ 3 : มารยาทที่พึงมีต่อบิดา-มารดาเป็นอย่างไร?
คำตอบ :
1. เชื่อฟังปฏิบัติตามบิดา-มารดาในสิ่งที่ไม่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ
2. ปรนนิบัติต่อบิดา-มารดาอย่างดี
3. ให้การช่วยเหลือต่อบิดา-มารดา
4. ปลดเปลื้องความทุกข์ยากของบิดา-มารดา
5. ขอพร (ดุอาอ์) ให้แก่บิดา-มารดา
6. มีมารยาทในด้านคำพูดต่อท่านทั้งสอง ไม่อนุญาตให้พูดคำว่า “เฮ้ย” ซึ่งเป็นคำพูดต้องห้ามที่เบาที่สุด
7. มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มเบิกบานกับบิดา-มารดา และไม่บึ้งตึง
8. ข้าพเจ้าไม่ยกเสียงของตนให้สูงกว่าเสียงของบิดามารดา ตั้งใจฟังท่านทั้งสอง ไม่ขัดจังหวะขณะท่านพูด และไม่เรียกชื่อของท่านโดยตรง แต่จะเรียกว่า(อะบีย์) “พ่อ” และ(อุมมีย์) “แม่"
9.ข้าพเจ้าขออนุญาตก่อนเข้าหาบิดามารดาเมื่อท่านอยู่ในห้อง
10. ให้จูบมือและศีรษะของบิดา-มารดา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: ความว่า "และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้น และจงทำดีต่อบิดามารดา เมื่อผู้ใดในทั้งสองหรือทั้งสองบรรลุสู่วัยชราอยู่กับเจ้า ดังนั้นอย่ากล่าวแก่ทั้งสองว่า อุฟ ! และอย่าขู่เข็ญท่านทั้งสอง และจงพูดแก่ท่านทั้งสองด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน 23 และจงนอบน้อมแก่ท่านทั้งสอง ซึ่งการถ่อมตนเนื่องจากความเมตตา และจงกล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของฉัน ทรงโปรดเมตตาแก่ท่านทั้งสองเช่นที่ทั้งสองได้เลี้ยงดูฉันเมื่อเยาว์วัย" [อัลอิสรออ์ : 23-42]
- ในหะดีษบทหนึ่ง มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยขออนุญาตจากท่านเพื่อออกทำญิฮาด และท่านกล่าวว่า: “เจ้ามีพ่อแม่ไหม?” เขาบอกว่าใช่ ท่านจึงกล่าวว่า “ต่อเขาทั้งสอง เจ้าก็จงญิฮาดเถิด” รายงานโดย อัต-ติรมิซีย์
มารยาทที่พึงมีต่อเครือญาติ: คำถามที่ 4 : จะสานสัมพันธ์ต่อเครือญาติอย่างไรบ้าง?
คำตอบ :
1. เยี่ยมเยียนญาติใกล้ชิด อาทิเช่น พี่น้องชาย พี่น้องสาว คุณลุง คุณป้า น้าชาย น้าสาว และเครือญาติใกล้ชิด
2. ปฏิบัติตนที่ดีต่อพวกเขา จะด้วยคำพูดหรือการกระทำ และให้การช่วยเหลือพวกเขา
3. ติดต่อปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของพวกเขา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "ดังนั้น หวังกันว่า หากพวกเจ้าผินหลังให้ (กับการอีหม่านแล้ว) พวกเจ้าก็จะก่อความเสียหายในแผ่นดินและตัดความสัมพันธ์ทางเครือญาติของพวกเจ้ากระนั้นหรือ?" (มุฮัมมัด : 22)
และในหะดีษ ที่ว่า: “ผู้ที่ตัดความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เขาจะไม่ได้เข้าสวรรค์” รายงานโดย มุสลิม
มารยาทที่พึงมีต่อพี่น้องร่วมศรัทธา: คำถามที่ 5 : จะต้องปฏิบัติต่อพี่น้องและเพื่อนฝูงอย่างไรบ้าง?
คำตอบ :
1. รักใคร่และเป็นเพื่อนกับคนดี ๆ
2. ออกห่างและตัดขาดกับเพื่อนที่ไม่ดี ในหะดีษ ที่ว่า: “อย่าคบหาสมาคมกับใครนอกจากผู้ศรัทธา และอย่าให้กินอาหารของเจ้า เว้นแต่ผู้ศรัทธา” รายงานโดย อัตติรมิซีย์และอบูดาวูด
3. กล่าวสลามต่อพี่น้องและจับมือกับพวกเขา ในหะดีษ ที่ว่า: "ไม่มีมุสลิมสองคนที่พบเจอกันแล้วจับมือสลามกัน เว้นแต่พวกเขาทั้งสองจะได้รับการอภัยโทษก่อนที่ทั้งสองจะแยกจากกัน" รายงานโดย อบูดาวูดและอัต-ติรมิซีย์
4. เยี่ยมเยียนพวกเขาเมื่อพวกเขาป่วยไข้ และขอดุอาอ์ให้พวกเขาหายป่วย
5. กล่าวดุอาอ์แก่ผู้ที่จาม
6. ตอบรับการเชิญชวน เมื่อเขาเชิญชวนให้ไปเยี่ยมเยียน ในหะดีษ ที่ว่า: "หน้าที่ของมุสลิมที่พึงมีต่อมุสลิมด้วยกันนั้น 5 ประการ คือ การตอบรับสลาม การเยี่ยมเยียนเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย การส่งศพไปยังหลุมฝังศพ การตอบรับคำเชิญ และการกล่าวดุอาอ์ให้แก่ผู้จาม" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
7. กล่าวแนะนำตักเตือนแก่เขา ในหะดีษ ที่ว่า: ผู้ใดแนะนำพี่น้องของตนด้วยสิ่งหนึ่ง ซึ่งตนรู้ว่าความถูกต้องเป็นอย่างอื่น ผู้นั้นได้ทรยศต่อเขาแล้ว" รายงานโดย อบูดาวูด
8. ให้การช่วยเหลือเมื่อเขาถูกอธรรม และยับยั้งเขามิให้อธรรม ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "เจ้าจงช่วยเหลือพี่น้องของเจ้า ทั้งในสภาพที่เขาเป็นผู้อธรรมต่อผู้อื่น หรือถูกผู้อื่นอธรรมก็ตาม ชายคนหนึ่งกล่าวว่า: โอ้ท่านศาสนทูตแห่งพระผู้เป็นเจ้า ฉันจะช่วยเหลือหากเขาเป็นผู้ถูกอธรรมแต่ถ้าเขาเป็นผู้อธรรมล่ะ จะให้ฉันช่วยเขาอย่างไร? ท่านกล่าวว่า : ก็จงห้ามการอธรรมของเขา นั่นคือการช่วยเหลือเขา” รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
9. รักที่จะให้พี่น้องมุสลิมได้รับ ในสิ่งที่ตนเองรัก จากหะดีษของท่านอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่พวกเจ้าจะยังไม่ศรัทธา (โดยสมบูรณ์) จนกว่าเขาจะรักพี่น้องของเขาเสมือนกับที่เขารักตัวของเขาเอง" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
10. ให้การช่วยเหลือเขา เมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ ในหะดีษ ที่ว่า: "อัลลอฮ์พร้อมที่จะช่วยเหลือบ่าวของพระองค์ ตราบที่บ่าวคนนั้นยังคงอยู่ในการช่วยเหลือพี่น้องของเขา" รายงานโดย มุสลิม
11. ไม่ทำร้ายเขา ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ ในหะดีษ ที่ว่า: "มุสลิมที่แท้จริงนั้นคือ ผู้ที่ให้ความปลอดภัยแก่มุสลิมคนอื่นจากลิ้นและมือของเขา" รายงาน โดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม
12. ปกปิดความลับของเขา ในหะดีษ ที่ว่า: "หากบุคคลหนึ่งกล่าวคำพูดแก่ผู้อื่นแล้วหันไปทางอื่น นั่นถือเป็นความไว้วางใจ (อามานะฮ์)" รายงานโดย อัตติรมิซีย์และอบูดาวูด
13. ไม่ด่าทอ ไม่ตำหนิ ไม่ดูถูก ไม่อิจฉา ไม่สอดแนม และไม่คดโกงเขา
ในหะดีษ ที่ว่า: "มุสลิมด้วยกันนั้นคือพี่น้องกัน จะต้องไม่ทำร้ายกัน ไม่ทำให้เขาต้องเสียใจ ไม่โกหกหลอกลวงกัน ไม่ดูถูกเหยียดหยามกัน เป็นการเพียงพอแล้วที่จะเรียกว่า คนเลว สำหรับคนที่ดูถูกเหยียดหยามพี่น้องมุสลิมด้วยกัน" บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
มารยาทต่อเพื่อนบ้าน: คำถามที่ 6: มารยาทที่พึงมีต่อเพื่อนบ้านนั้นคืออะไร?
คำตอบ :
1. ทำดีต่อเพื่อนบ้านด้วยคำพูดและการกระทำ ให้การช่วยเหลือ เมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ
2. แสดงความยินดีกับเขาเนื่องในโอกาสวันอีด วันแต่งงาน หรือในโอกาสอื่น ๆ
3. ไปเยี่ยมเมื่อเขาป่วย และปลอบใจเมื่อเขาถูกทดสอบ
4. แบ่งปันอาหารที่ปรุงให้ตามกำลังความสามารถ
5. ไม่นำความเดือดร้อนไปยังเขา ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ
6. ไม่รบกวนเขา โดยการส่งเสียงดังหรือสอดแนม และอดทนในสิ่งที่เกิดจากเขา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "และจงเคารพสักการะอัลลอฮ์เถิด และอย่าให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ และจงทำดีต่อผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองและต่อผู้เป็นญาติที่ใกล้ชิด และเด็กกำพร้าและผู้ขัดสน และเพื่อนบ้านใกล้เคียงและเพื่อนบ้านที่ห่างไกล และเพื่อนที่เคียงข้าง และผู้เดินทาง และผู้ที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครอง แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงชอบผู้ยะโส ผู้โอ้อวด" [อัน-นิสาอ์ : 36]
และท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "โอ้ อบูซัร เอ๋ย เมื่อเจ้าทำแกง เจ้าก็จงทำให้น้ำแกงของมันให้มากขึ้น และจงแจกจ่ายมันให้แก่เพื่อนบ้านของเจ้าด้วยเถิด" รายงานโดย มุสลิม
ในหะดีษ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "ผู้ใดที่ศรัทธาในพระเจ้าและวันสุดท้าย อย่าได้ทำร้ายเพื่อนบ้านของเขา" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
มารยาทที่พึงมีต่อแขกผู้มาเยือน: คำถามที่ 7 : มารยาทในการรับแขกและสิ่งที่ควรปฏิบัติต่อแขกมีอะไรบ้าง?
คำตอบ :
1. ตอบรับคำเชิญ เมื่อได้รับเชิญให้เป็นแขก (ของผู้เชิญ)
2. เมื่อต้องการจะเยี่ยมเยียนใคร ต้องขออนุญาตและนัดล่วงหน้า
3. ขออนุญาตก่อนที่จะเข้าพบ
4. ไม่เยี่ยมเป็นเวลานาน
5. ลดสายตาจากการมองสมาชิกในครอบครัว
6. ฉันต้อนรับแขกและให้การต้อนรับอย่างดีที่สุด ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส และถ้อยคำต้อนรับที่ไพเราะที่สุด
7. ฉันให้แขกพักในสถานที่ที่ดีที่สุด
8. ฉันให้เกียรติแขกโดยการต้อนรับด้วยอาหารและเครื่องดื่ม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าอย่าเข้าไปในบ้านใดอื่นจากบ้านของพวกเจ้าจนกว่าจะขออนุญาตและให้สลามแก่เจ้าของบ้านเสียก่อน เช่นนั้นเแหละเป็นการดีสำหรับพวกเจ้า หวังว่าพวกเจ้าจะได้ใคร่ครวญ" [อันนูร : 27]
ในหะดีษ ที่ว่า: “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงกำหนดให้มีการขออนุญาตก็เพื่อการรักษาสายตา” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
และคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "ผู้ใดที่ศรัทธาในอัลลอฮ์และวันปรโลก ดังนั้นจงให้เกียรติแขกของเขา" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
มารยาทเกี่ยวกับการเจ็บป่วย: คำถามที่ 8 : จงบอกข้อควรปฏิบัติขณะเจ็บป่วยและการเยี่ยมเยียนผู้ป่วย?
คำตอบ :
1. เมื่อฉันรู้สึกเจ็บปวด ฉันก็วางมือขวาลงบนที่เจ็บ และฉันกล่าวว่า “บิสมิลลาฮ์” จำนวน 3 ครั้ง แล้วกล่าวว่า
أَعُوْذُ بِاللهِ وَقُدْرَتِهِ مِنْ شَرِّ مَا أَجِدُ وَأُحَاذِرُ
คำอ่าน “อะอูซุ บิอิซซะติลลาฮิ วะกุดเราะติฮิ มินชัรริ มาอะญิดุ วะอุหาซิรุ”
คำแปล "ฉันขอความคุ้มครองด้วยพระนามของอัลลอฮ์ และด้วยเดชานุภาพของพระองค์ ให้พ้นจากความเลวร้ายของสิ่งที่ฉันรู้สึกและเกรงกลัว” อ่านจำนวน 7 ครั้ง
2. ฉันยอมรับและอดทนต่อการกำหนดของอัลลอฮ์ ในหะดีษ จากอุมมุลอะลาอ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้มาเยี่ยมฉันในวันที่ฉันป่วย และกล่าวว่า: "ข่าวดี โอ้ อุมมุอะลาอ์ เมื่อมุสลิมล้มป่วย พระเจ้าจะทรงขจัดบาปของเขา เช่นเดียวกับไฟที่ขจัดสิ่งสกปรกออกจากทองคำและเงิน" รายงานโดย อบูดาวูด
3.ฉันรีบที่จะไปเยี่ยมพี่น้องที่ป่วย ฉันขอดุอาอ์ให้เขาหายป่วย และฉันไม่เยี่ยมเป็นเวลานาน
4. ฉันปัดเป่าให้เขา โดยที่เขาไม่ได้ร้องขอ
5. ฉันสั่งเสียให้เขาอดทน ดุอาอ์ รักษาละหมาด และรักษาความสะอาดตามที่สามารถทำได้
6. ดุอาอ์สำหรับเยี่ยมคนป่วย: คำอ่าน “อัสอะลุลฮัลอะซีม ร็อบบัลอัรชิลอะซีม อัยยัชฟิยะกา”
ความหมาย “ฉันขอต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้เป็นเจ้าของบังลังก์อันยิ่งใหญ่ ให้ทรงรักษาท่านด้วยเถิด” อ่านจำนวน 7 ครั้ง
มารยาทในการศึกษาหาความรู้: คำถามที่ 9 : มารยาทในการศึกษาหาความรู้มีอะไรบ้าง?
คำตอบ :
1. มีเจตนาที่บริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ในหะดีษ ที่ว่า: “ผู้ใดแสวงหาความรู้เพื่ออวดแก่นักวิชาการ แข่งขันกับคนโง่ และต้องการให้ผู้คนหันหน้าเข้ามาหาเขา พระเจ้าจะเอาเขาลงนรก” รายงานโดย อิบนุมาญะฮ์
2. ฉันปฏิบัติตามความรู้ที่ฉันได้เรียนรู้มา ในหะดีษ ที่ว่า: "เท้าของบ่าวจะไม่ขยับในวันกิยามะฮ์จนกว่าจะถูกสอบถามถึงสี่ประการ — และในนั้นกล่าวไว้ว่า — และเกี่ยวกับความรู้ของเขา ว่าได้นำไปปฏิบัติอย่างไร" รายงานโดย อัต-ติรมีซีย์และอัดดาริมีย์
3. ฉันให้เกียรติต่อคุณครูผู้สอน และฉันให้ความเคารพทั้งต่อหน้าและลับหลัง
4. ฉันนั่งต่อหน้าคุณครูด้วยมารยาทที่นอบน้อม
5. ฉันนั่งอย่างสงบนิ่ง และฉันไม่พูดแทรกขณะที่คุณครูสอน
6. ฉันถามคุณครูอย่างมีมารยาท
7. ฉันไม่เรียกคุณครูด้วยกับชื่อของท่าน
ในหะดีษ ที่ว่า: "แท้จริงหนึ่งในการเทิดทูนอัลลอฮ์นั้นก็คือ การให้เกียรติกับผู้สูงอายุมุสลิม และผู้ที่ท่องจำ(มีความรู้ใน)อัลกุรอาน" รายงานโดย อบูดาวูด
มารยาทในที่ประชุม: คำถามที่ 10 : มารยาทในที่ประชุมมีอะไรบ้าง?
คำตอบ :
1. ฉันกล่าวสลามต่อสมาชิกในที่ประชุม
2. ฉันนั่งตรงที่ที่การประชุมสิ้นสุดลงสำหรับฉัน โดยไม่ให้ใครลุกจากที่นั่งของเขา และไม่ได้นั่งแทรกระหว่างสองคน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพวกเขา
3. ฉันขยับขยายที่นั่ง เพื่อให้คนอื่นได้นั่งด้วย
4. ฉันไม่พูดขัดจังหวะในที่ประชุม
5. ฉันขออนุญาตและกล่าวสลามก่อนที่จะแยกย้ายออกจากที่ประชุม
จากท่านอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า: จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น: "ท่านทรงห้ามชายคนหนึ่งลุกจากที่นั่งของตนโดยให้อีกคนหนึ่งนั่งแทน แต่ว่าจงให้มีที่ว่างและขยายออก" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
ในหะดีษ ที่ว่า: "ถ้าหนึ่งในพวกเจ้ามาถึงที่ประชุมก็ให้เขากล่าวสลาม และถ้าเขาอยากจะลุกขึ้น (ออกไป) ก็ให้เขากล่าวสลาม เพราะแท้จริงการกล่าวสลามครั้งแรกไม่ได้มีสิทธิ์มากไปกว่าครั้งสุดท้าย" รายงานโดย อัตติรมิซีย์และอบูดาวูด
6. เมื่อเสร็จสิ้นจากการประชุม ฉันกล่าวดุอาอ์กัฟฟาเราะฮ์ว่า: سبحانك اللهم وبحمدك ، أشهد أن لا إله إلا أنت ، أستغفرك وأتوب إليك
คำอ่าน “สุบหานะกัลลอฮุมมะ วะบิหัมดิกะ อัชฮะดุ อันลาอิลาฮะ อิลลาอันตะ อัสตัฆฟิรุกะ วะอะตูบุ อิลัยกะ”
ความหมาย “มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่เอกองค์อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งเรา และด้วยการสรรเสริญแด่พระองค์ ข้าขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ต้องเคารพภักดีนอกจากพระองค์ และข้าขออภัยโทษและกลับตัวต่อพระองค์”
มารยาทในการนอน: คำถามที่ 11 : มารยาทในการนอนมีอะไรบ้าง?
1. ฉันนอนแต่เนิ่น ๆ เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "จากอบู บัรซะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แน่แท้แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ชอบนอนก่อนละหมาดอิชาอ์และการพูดคุยหลังจากนั้น" รายงาน โดยอัลบุคอรีย์
2. นอนโดยมีน้ำละหมาด
3. ฉันไม่นอนคว่ำ
4. ฉันนอนตะแคงขวา และวางมือใต้แก้มข้างขวา
5. ฉันปัดกวาดที่นอนของฉัน
ในหะดีษ ที่ว่า: จากอัลบะรออ์ บิน อาซิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "เมื่อเจ้ามาถึงที่นอนของเจ้า ก็จงอาบน้ำละหมาดเช่นเดียวกับการอาบน้ำละหมาดสำหรับละหมาด แล้วจงนอนตะแคงขวา" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
จากอบูฮูรัยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เห็นชายคนหนึ่งนอนอยู่บนท้องของเขา (นอนคว่ำ) ท่านเลยกล่าวว่า: "แท้จริง นี่คือท่านอนที่พระเจ้าไม่ทรงชอบ" รายงานโดย อัตติรมิซีย์และอะห์มัด
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "เมื่อคนหนึ่งในพวกท่านจะเข้านอน ก็จงปัดที่นอนของเขาด้วยชายผ้าของเขา เพราะแท้จริงเขาไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่บนที่นอนนั้น" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
6. ฉันอ่านอัซการก่อนนอน อายะฮ์กุรซีย์ ซูเราะฮ์อัลอิคลาศ ซูเราะฮ์อัลฟะลัค ซูเราะฮ์อันนาส จำนวน 3 ครั้ง และกล่าวว่า: بِاسْـمِكَ اللَّهُـمَّ أَمـُوْتُ وَأَحْـيَا
คำอ่าน “บิสมิกัลลอฮุมมะ อะมูตุ วะอะห์ยา”
ความหมาย “ด้วยพระนามของพระองค์ โอ้อัลลอฮ์ ที่ฉันจะตายและที่ฉันจะมีชีวิตอยู่”
7. ฉันลุกขึ้นละหมาดศุบฮิ
8. ฉันฉันจะกล่าวหลังจากตื่นนอนว่า: الحَمْدُ للهِ الَّذِيْ أَحْيَانَا بَعْدَمَا أَمَاتَنَا وَإِلَيْهِ النُّشُوْرُ
คำอ่าน “อัลฮัมดุลิลลาฮิลละซี อะห์ยานา บะดะมา อะมาตะนา วะอิลัยฮินนุชูร”
ความหมาย “การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงให้เรามีชีวิตอยู่หลังจากที่พระองค์ทรงให้เราได้นอนหลับไปแล้ว และการมีชีวิตใหม่นั้นย่อมกลับไปหาพระองค์”
มารยาทในการรับประทานอาหาร: คำถามที่ 12 : มารยาทในการรับประทานอาหารมีอะไรบ้าง?
คำตอบ :
1. ฉันตั้งเจตนากินและดื่ม เพื่อให้มีพละกำลังในการปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์
2. ล้างมือทั้งสองข้างก่อนรับประทานอาหาร
ตามหะดีษของท่านหญิง อาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: แท้จริง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม: “เมื่อท่านนบีอยากจะกินและดื่ม ท่านจะล้างมือแล้วจึงทำการกินและดื่ม” รายงานโดย อะห์มัด
3. ฉันกล่าว “บิสมิลลาฮ์” รับประทานด้วยมือขวา รับประทานสิ่งที่อยู่ต่อหน้า ไม่รับประทานจากส่วนตรงกลาง หรืออาหารที่อยู่ตรงหน้าคนอื่น
เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: “โอ้เด็กน้อย จงกล่าวบิสมิลลาฮ์ และกินด้วยมือขวา และกินอาหารที่อยู่ตรงหน้าเจ้า” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
4. เมื่อลืมกล่าว “บิสมิลลาฮ์” ให้กล่าวว่า
بِسْمِ اللهِ أَوَّلَهُ وَآخِرَهُ
คำอ่าน “บิสมิลลาฮ์ เอาวะลาฮุ วะอาคิรอฮุ”
ความหมาย “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ทั้งเริ่มแรกและสุดท้ายล้วนเป็นของพระองค์”
ตามหะดีษของท่านหญิง อาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "เมื่อคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกท่านได้รับประทานอาหารก็จงกล่าวด้วยพระนามของอัลลอฮ์(บิสมิลละฮ์) และถ้าหากว่าเขาลืมกล่าวก่อนทาน แล้วเขานึกขึ้นได้ก็จงกล่าวว่า ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ทั้งในตอนเริ่มและตอนสุดท้าย(บิสมิลละฮ์ ฟิเอาวะลิฮี วะอาคิริฮิ)" รายงานโดย อัตติรมิซีย์และอะห์มัด
5. ฉันพอใจในอาหารที่มีอยู่ ไม่ตำหนิอาหาร หากชอบฉันก็รับประทาน หากฉันไม่ชอบก็ปล่อยผ่าน
หะดีษจากท่านอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่เคยตำหนิอาหารเลย หากท่านต้องการก็จะรับประทาน และหากไม่ต้องการก็จะละเว้น" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
6. ฉันรับประทานเพียงไม่กี่คำ ฉันจะไม่รับประทานมาก
ในหะดีษ ที่ว่า: "มนุษย์ไม่ได้เติมสิ่งใดให้เต็มภาชนะที่เลวร้ายไปกว่าท้องของตน เพียงพอแล้วสำหรับมนุษย์ด้วยคำสองสามคำที่ช่วยพยุงร่างกายของเขา แต่หากเขาจำเป็นต้องกินมากกว่านั้น ก็ให้แบ่งเป็นหนึ่งส่วนสำหรับอาหาร หนึ่งส่วนสำหรับเครื่องดื่ม และอีกหนึ่งส่วนสำหรับลมหายใจ" บันทึกโดย อัตติรมีซีย์และอิบนุมาญะฮ์
7. ฉันไม่เป่าอาหารหรือเครื่องดื่ม แต่ฉันจะปล่อยให้เย็นก่อน
ในหะดีษ ที่ว่า: "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามไม่ให้เป่าอาหารและเครื่องดื่ม" รายงานโดย อะห์มัดและอิบนุมาญะฮ์
8. ฉันจะรับประทานอาหารพร้อมกับคนอื่น สมาชิกในครอบครัวหรือแขกผู้มาเยือน
ในหะดีษบทหนึ่ง ซึ่งมีผู้ชายคนหนึ่งกล่าวต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า : พวกเรากินโดยที่พวกเราไม่อิ่ม ท่านจึงกล่าวว่า: "บางทีสูเจ้าอาจจะแยกกันกิน ดังนั้นจงรวมตัวกันเพื่อทานอาหารและเอ่ยพระนามของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพเหนืออาหารนั้น และพระองค์จะทรงประทานความจำเริญแก่สูเจ้าในอาหารนั้น" รายงานโดย อบูดาวูด อัต-ติรมิซีย์และอิบนุมาญะฮ์
9. ฉันไม่เริ่มรับประทานอาหารก่อนคนที่มีความอาวุโสกว่า
10. ฉันเอ่ยชื่ออัลลอฮ์เมื่อดื่มน้ำ ดื่มน้ำขณะนั่งและดื่มเป็นสามครั้ง ไม่หายใจในภาชนะ
เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่พวกเจ้าดื่ม ดังนั้น จงอย่าหายใจเข้าไปในภาชนะ" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
ตามหะดีษ จากท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า: “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่พอใจต่อการดื่มขณะยืน” รายงานโดย มุสลิม
และตามหะดีษ ที่ว่า: "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะสูดลมหายใจ สามครั้งขณะดื่ม" รายงานโดย มุสลิม
11. เมื่อฉันรับประทานอาหารเสร็จ ฉันจะกล่าวสรรเสริญต่ออัลลอฮ์
ในหะดีษ ที่ว่า: “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงพอพระทัยต่อบ่าวที่รับประทานอาหารหนึ่งคำแล้วขอบคุณพระองค์ หรือดื่มน้ำหนึ่งอึกแล้วขอบคุณพระองค์” รายงานโดย มุสลิม
มารยาทในการสวมใส่เสื้อผ้า: คำถามที่ 13 : มารยาทในการสวมใส่เสื้อผ้ามีอะไรบ้าง?
1. ฉันเริ่มสวมเสื้อผ้าด้วยข้างขวา และสรรเสริญต่ออัลลอฮ์ต่อความโปรดปรานนี้
จากอบูฮูรัยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เมื่อเจ้าแต่งกายและอาบน้ำละหมาด ให้เริ่มด้วยด้านขวาของพวกเจ้า” รายงานโดย อบูดาวูดและอะห์มัด
2. ไม่ใส่เสื่อผ้ายาวเลยตาตุ่ม
ในหะดีษ ที่ว่า: "ส่วนของผ้าที่อยู่ต่ำกว่าข้อเท้า จะอยู่ในไฟนรก" รายงานโดย อัลบุคอรีย์ ตาตุ่ม คือกระดูกที่ยื่นออกมาทั้งสองข้างของเท้า
3. เด็กผู้ชายจะไม่ใส่ชุดของเด็กผู้หญิง และเด็กผู้หญิงก็จะไม่ใส่ชุดของเด็กผู้ชาย
ในหะดีษ ที่ว่า: "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สาปแช่งผู้ชายที่แต่งกายเหมือนผู้หญิง และผู้หญิงที่แต่งกายเหมือนผู้ชาย" รายงานโดย อบูดาวูดและอะห์มัด
4. เสื้อผ้าจะต้องไม่ได้เลียนแบบผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาคนชั่ว
เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "ผู้ใดที่เลียนแบบกลุ่มชนใด ดังนั้นเขาก็จะเป็นหนึ่งในกลุ่มชนนั้น" รายงานโดย อบูดาวูด
5. กล่าวพระนามของอัลลอฮ์ขณะที่ถอดเสื้อผ้า
ในหะดีษ ที่ว่า: "สิ่งที่ปกปิดระหว่างอวัยวะเพศของลูกหลานของอาดัมและญิน คือ เมื่อคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าถอดเสื้อผ้าของเขาโดยกล่าว "บิสมิลลาฮ์" ความว่า ‘ด้วยพระนามของอัลลอฮ์’ " รายงานโดย อัฏ-เฏาะบะรอนีย์และอิบนุ อบีชัยบะฮ์
6. สวมรองเท้าเริ่มด้วยเท้าขวาก่อน และเวลาถอดให้เริ่มด้วยเท้าซ้าย
เพราะหะดีษ จากอุมมุลมุอ์มินีน ท่านหญิงอาอีชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มักจะเริ่มทางขวาก่อน ทั้งเวลาที่ท่านสวมรองเท้า หวีผม ทำความสะอาดร่างกาย และกิจการงานทั้งหมดของท่าน" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
มารยาทในการขับขี่ยานพาหนะ: คำถามที่ 14 : มารยาทในการขับขี่ยานพาหนะมีอะไรบ้าง?
1. จะต้องกล่าวว่า:
بسم الله والحمد الله
คำอ่าน “บิสมิลลาฮ์ วัลหัมดุลิลลาฮ์" ความว่า "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ และมวลการสรรเสร็ญเป็นสิทธิแห่งอัลลอฮ์" سُبْحَانَ الَّذِي سَخَّرَ لَنَا هَذَا وَمَا كُنَّا لَهُ مُقْرِنِينَ وَإِنَّا إِلَى رَبِّنَا لَمُنقَلِبُونَ
คำอ่าน "สุบหานัลละซี สักกอรอ ละนาอะซา วะมากุนนาละฮุ มุกรินีน"
ความว่า “มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงให้พาหนะนี้เป็นความสะดวกแก่เรา และเรานั้นไม่สามารถจะควบคุมมันได้ 13 คำอ่าน "อิลาร็อบบินา ละมุงกอลิบูน”
ความว่า "และแท้จริงเราจะต้องเป็น ผู้กลับไปสู่พระเจ้าของเราอย่างแน่นอน 14” (อัซ-ซุครุฟ : 13-14)
2. เมื่อฉันผ่านพี่น้องมุสลิมฉันจะทักทายด้วยการกล่าวสลาม
มารยาทการใช้ทางสัญจร: คำถามที่ 15 : มารยาทในการใช้ทางสัญจรมีอะไรบ้าง?
1. เดินในระดับปานกลางและนอบน้อม อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: ความว่า "และอย่าเดินบนแผ่นดินอย่างเย่อหยิ่ง แท้จริงเจ้าจะแยกแผ่นดินไม่ได้เลย และจะไม่บรรลุความสูงของภูเขา" [อัลอิสรออ์ : 37]
2. ฉันกล่าวสลามทักทายแก่คนที่พบเห็น
- ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถูกถามว่า: หลักการอิสลามใดดีที่สุด? เขาพูดว่า: “การที่เจ้าให้อาหาร และกล่าวสลามต่อคนที่เจ้ารู้จักและคนที่เจ้าไม่รู้จัก” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
3. ฉันลดสายตาลงต่ำ และไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้ใด
4. ฉันกำชับใช้ให้ทำความดี และห้ามปรามเรื่องความชั่ว ในหะดีษ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: “ดังนั้นเจ้าจงให้สิทธิแก่ถนน” พวกเขากล่าวว่า สิทธิของถนนคืออะไร? ท่านกล่าวว่า “จงลดสายตาลงต่ำ งดเว้นจากการสร้างอันตราย จงให้สลาม จงสั่งสอนให้ทำสิ่งที่ถูกต้องและห้ามทำสิ่งที่ผิด” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
5. ขจัดสิ่งที่เป็นอันตรายออกจากทางสัญจร
ในหะดีษ ที่ว่า: “และการขจัดสิ่งที่เป็นอันตรายออกจากถนนหนทาง คือการเศาะดะเกาะฮ์(บริจาคทาน)” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
มารยาทการเข้า-ออกบ้าน: คำถามที่ 16 : มารยาทในการเข้า-ออกบ้านมีอะไรบ้าง?
1. ฉันออกจากบ้านด้วยเท้าซ้าย พร้อมกล่าวว่า: بِسْمِ اللهِ تَوَكَّلْتُ عَلَى اللهِ وَلا حَوْلَ وَلا قُوَّةَ إِلا بِاللهِ
اللَّهُمَّ إِنِّيْ أَعُوْذُ بِكَ مِنْ أَنْ أَضِلَّ أَو أُضَلَّ أَوْ أَزِلَّ أَوْ أُزَلَّ أَوْ أَظْلِمَ أَوْ أُظْلَمَ أَوْ أَجْهَلَ أَوْ يُجْهَلَ عَلَيَّ
คำอ่าน “บิสมิลลาฮิ ตะวักกัลตุ อะลัลลอฮิ ลาเหาละ วะลากูวะตะ อิลลาบิลลาฮ์ อัลลอฮุมมะอินนี อะอูซุบิกะ มินอันอะฎิลละเอาอุฎ็อล เอาอะซิลละเอาอุซัล เอาอัซลิมะเอาอุซลัม เอาอัจญฺฮะละเอายุจญฺฮัล อะลัยยะ”
ความหมาย “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ฉันขอมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ไม่มีอำนาจและพลังใด ๆ นอกจากอัลลอฮ์ โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ในการที่ฉันจะอยู่ในการหลงผิด หรือการที่ฉันจะถูกทำให้หลงผิด หรือการที่ฉันจะอยู่ในการผิดพลาด หรือการที่ฉันจะถูกทำให้ผิดพลาด หรือในการที่ฉันจะอยู่ในการกระทำที่เป็นการข่มเหง หรือการที่ฉันจะถูกข่มเหง หรือในการที่ฉันจะอยู่ในการกระทำที่เป็นการโง่เขลา หรือการที่ฉันจะถูกกระทำด้วยความโง่เขลาจากผู้อื่น”
2. เข้าบ้านด้วยเท้าขวา พร้อมกับกล่าวว่า: بِسْمِ اللَّهِ وَلَجْنَا وَبِسْمِ اللَّهِ خَرَجْنَا وَعَلَى اللَّهِ رَبِّنَا تَوَكَّلْنَا
คำอ่าน “บิสมิลลาฮิ วะลัจญฺนา วะบิสมิลลาฮิ คอร็อจญฺนา วะอะลาร็อบบินา ตะวักกัลนา”
ความหมาย “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ เรากลับเข้าบ้านและออกนอกบ้าน ด้วยพระนามของพระองค์ และเราได้รับมอบหมายต่ออัลลอฮ์ผู้เป็นพระผู้อภิบาลของเรา”
3. และเริ่มด้วยการแปรงฟัน ต่อจากนั้นกล่าวสลามแก่สมาชิกในครอบครัว
ในหะดีษ ที่ว่า: "(ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เมื่อเข้าไปเมื่อไหร่ ท่านก็จะเริ่มด้วยสิว๊าก(การแปรงฟัน)" รายงานโดย อิบนุมาญะฮ์
มารยาทในการถ่ายทุกข์: คำถามที่ 17 : มารยาทในการถ่ายทุกข์มีอะไรบ้าง?
1. ฉันเข้าห้องน้ำด้วยเท้าซ้าย
2. ก่อนเข้าห้องน้ำ ฉันกล่าวว่า: بِسْمِ اللهِ اللَّهُمَّ إِنِّيْ أَعُوْذُ بِكَ مِنْ الخُبُثِ وَالخَبَائِثِ
คำอ่าน “บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุมมะ อินนี อะอูซุบิกะ มินัลกุบุษิ วัลกอบาอิษิ”
ความหมาย “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้รอดพ้นจากชัยฏอนตัวผู้และชัยฏอนตัวเมีย”
3. ฉันไม่นำสิ่งใดที่มีการกล่าวถึงอัลลอฮ์เข้าไปในห้องน้ำ
จากอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: "เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เข้าไปในห้องน้ำ ท่านจะวาง (ถอด) แหวนของท่าน" รายงานโดย อบูดาวูด อัต-ติรมิซีย์และอิบนุมาญะฮ์
4. ฉันปกปิดอย่างมิดชิดขณะถ่ายทุกข์
ในหะดีษ ที่ว่า: "และสิ่งที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม รักที่สุดในการปกปิดตัวเองเวลาทำภารกิจส่วนตัว คือ หลบหลังกำแพงหรือต้นอินทผาลัม" รายงานโดย มุสลิม
5. ฉันจะไม่พูดขณะที่อยู่ในสถานที่ถ่ายทุกข์
6. ฉันจะไม่หันหน้าและผินหลังไปทางกิบละฮ์ ขณะปัสสาวะหรืออุจจาระ
ตามหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "อย่าหันหน้าไปทางกิบละฮ์ขณะถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ แต่ให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
7. ฉันใช้มือซ้ายในการชำระล้าง และไม่ใช้มือขวา
เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "(ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ห้ามเรา...ไม่ให้ชำระด้วยมือขวา" รายงานโดย มุสลิม
8. ไม่ถ่ายทุกข์บนทางสัญจร ที่พักสาธารณะ หรือที่ร่มเงา
หะดีษจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "จงระวังอย่าเป็นผู้ถูกสาปแช่งสองประเภท" พวกเขากล่าวว่า โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ผู้ถูกสาปแช่งทั้งสองประเภทนั้นหมายถึงใครหรือ? ท่านตอบว่า “ผู้ที่อุจจาระใส่ทางเดินของมนุษย์ หรือตามที่มีร่มเงาของพวกเขา" รายงานโดย มุสลิม
9. ฉันล้างมือหลังจากถ่ายทุกข์ หะดีษ ญะรีร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ฉันได้อยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วท่านก็ไปในที่ไม่มีผู้คนอยู่ จากนั้นท่านก็ทำภารกิจส่วนตัว แล้วกล่าวว่า: “โอ้ ญะรีร โปรดนำสิ่งที่สะอาดมาด้วย” ฉันก็เลยเอาน้ำไปให้ท่าน ดังนั้นท่านจึงชำระด้วยน้ำและบอกว่า ด้วยมือของเขา แล้วเขาก็ถูพื้นดินด้วย" รายงานโดย อัน-นะซาอีย์
10. ฉันออกจากห้องน้ำด้วยเท้าขวา พร้อมกล่าวว่า:
غُفْرَانَك
คำอ่าน “ฆุฟรอนะกะ”
ความหมาย “ข้าพระองค์ขออภัยโทษต่อพระองค์”
มารยาทที่พึงมีต่อมัสยิด: คำถามที่ 18 : มารยาทที่พึงมีต่อมัสยิดมีอะไรบ้าง?
1. เข้ามัสยิดด้วยเท้าขวา พร้อมกล่าวว่า: بسم الله اللّهُـمَّ افْتَـحْ لِي أَبْوَابَ رَحْمَتـِكَ
คำอ่าน “บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุมมัฟตะลี อับบะวาบะ เราะมะติกะ”
ความหมาย “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ โอ้อัลลอฮ์ โปรดเปิดประตูแห่งความเมตตาของพระองค์ให้แก่ฉันด้วยเถิด”
2. ฉันจะไม่นั่งจนกว่าจะละหมาด 2 ร็อกอะฮ์
เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: “เมื่อคนหนึ่งคนใดจากพวกเจ้าได้เข้ามัสญิด อย่าได้นั่งจนกว่าจะละหมาดสองร็อกอะฮ์” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
3. ฉันไม่เดินผ่านหน้าผู้ละหมาด ไม่ประกาศหาของหาย และไม่ซื้อขายในมัสยิด ท่านนบีมุฮัมมัด อลัยฮิศเศาะลาตุวัสสลาม ได้กล่าวว่า: “หากผู้ที่ชอบเดินผ่านระหว่างผู้ละหมาดรู้ว่ามันมีโทษอย่างไร เขาย่อมตัดสินใจหยุดไม่ยอมเดินผ่านผู้ละหมาด แม้จะต้องรอนานถึงสี่สิบ (อาจเป็นนาที/ชั่วโมง/วัน/เดือนหรือปี) ดีกว่าการตัดสินใจที่จะเดินผ่านผู้ละหมาดไป" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
และคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "ผู้ใดที่ได้ยินชายคนหนึ่งคนใดที่ถามหาสัตว์ที่พลัดหลงในมัสยิด เขาก็จงกล่าวแก่ชายผู้นั้นว่า ขอให้อัลลอฮ์จงอย่าคืนสัตว์ตัวนั้นให้กับท่านเถิด เพราะแท้จริงแล้วมัสยิดนั้นไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป้าหมายนี้" รายงานโดย มุสลิม
และในหะดีษ ที่ว่า: “หากเจ้าเห็นคนขายหรือซื้อในมัสยิด จงกล่าวว่า ขอพระเจ้าอย่าทำให้เจ้าได้กำไรจากธุรกิจของเจ้า” รายงานโดย อัต-ติรมีซีย์และอัดดาริมีย์
4. ฉันควรตระหนักให้มัสยิดสะอาดอยู่เสมอ
ในหะดีษจาก อุมมุลมุอ์มินีน อาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สั่งให้สร้างมัสยิด และให้ทำความสะอาดและฉีดน้ำหอม" รายงานโดย อัตติรมิซีย์ อบูดาวูดและอะห์มัด
4. เดินออกจากมัสยิดด้วยเท้าซ้าย พร้อมกับกล่าวว่า: اللّهُـمَّ إِنّـي أَسْأَلُكَ مِـنْ فَضْـلِكَ
คำอ่าน “อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกะ มินฟัฎลิกะ”
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอต่อพระองค์ซึ่งส่วนหนึ่งของความโปรดปรานของพระองค์"
มารยาทในการกล่าวสลาม: คำถามที่ 19 : มารยาทในการกล่าวสลามมีอะไรบ้าง?
คำตอบ :
1. เมื่อฉันพบพี่น้องมุสลิม ฉันเริ่มด้วยการกล่าวทักทายว่า:
السَّلامُ عَلَيْكُمْ وَرَحْـمَةُ الله وبركاته
คำอ่าน “อัสลามุอะลัยกุม วะเราะมะตุลลอฮิ วะบะรอกาตุฮฺ”
ความหมาย “ขอความสันติสุข ความเมตตาของอัลลอฮ์และความสิริมงคลของพระองค์จงประสบแด่ท่าน”
จะไม่เริ่มกล่าวทักทายสิ่งใดอื่นจากสลาม และไม่ส่งสัญญาณมือเพียงอย่างเดียว
2. ฉันให้สลามด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ในหะดีษ ที่ว่า: “เจ้าอย่าได้ด้อยค่าความดีใดๆ แม้ว่าเจ้าจะพบปะกับพี่น้องของเจ้าด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มก็ตาม” รายงานโดย มุสลิม
3. ให้สลามด้วยกับมือขวา
4. เมื่อมีคนได้ให้สลามทักทายฉัน ฉันตอบรับสลามด้วยสำนวนที่ดีกว่า หรือเหมือนกับที่เขากล่าวสลามมา
เนื่องจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: ความว่า "และเมื่อพวกเจ้าได้รับคำอวยพรจะด้วยคำอวยพรใด ๆ ก็ตาม ก็จงกล่าวคำอวยพรตอบที่ดีกว่านั้น หรือไม่ก็กล่าวคำอวยพรนั้นตอบกลับไป แท้จริงอัลลอฮ์ทรงคำนวณนับในทุกสิ่งทุกอย่าง" [อัน-นิสาอ์ : 86]
5. ฉันไม่เริ่มเป็นฝ่ายกล่าวสลามแก่ผู้ปฏิเสธ และหากเขาเป็นฝ่ายให้สลามก่อน ฉันจะตอบว่า "วะอะลัยกุม"
เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: “อย่าทักทายชาวยิวหรือคริสเตียนด้วยการให้สลาม” รายงานโดย มุสลิม
6. เด็กจะให้สลามแก่ผู้ใหญ่ ผู้ที่ขับขี่พาหนะให้สลามแก่ผู้ที่เดิน ผู้ที่เดินให้สลามแก่ผู้ที่นั่ง คนจำนวนน้อยให้สลามแก่คนจำนวนมาก ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "ผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะควรให้สลามแก่ผู้ที่เดินเท้า ผู้ที่เดินเท้าควรให้สลามแก่ผู้ที่นั่ง และกลุ่มคนที่น้อยกว่าควรให้สลามแก่กลุ่มคนที่มากกว่า" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
7. อย่าจับมือกับผู้หญิงที่ไม่ใช่มะห์รอม
ในหะดีษจาก อุมมุลมุอ์มินีน อาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: “เปล่าเลย ขอสาบานด้วยพระเจ้า มือของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่เคยสัมผัสมือของผู้หญิงเลย” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
มารยาทในการขออนุญาต: คำถามที่ 20 : มารยาทในการขออนุญาตมีอะไรบ้าง?
คำตอบ :
1. ขออนุญาตก่อนที่จะเข้าไปยังสถานที่ต่าง ๆ
2. ฉันขออนุญาต 3 ครั้ง และไม่ขอมากกว่านั้น และหลังจากนั้นจะต้องกลับไป
ในหะดีษ ที่ว่า: "หากผู้ใดขออนุญาตสามครั้งแล้วไม่ได้รับการอนุญาต ก็ให้เขากลับไป" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
3. เคาะประตูเบา ๆ ไม่ยืนรอตรงกลางประตู ทว่ายืนทางด้านขวาหรือด้านซ้าย เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มาถึงประตูของผู้คน เขาไม่หันหน้าไปทางประตูโดยตรง แต่จะมองจากมุมขวาหรือซ้ายของประตูแล้วกล่าว "อัสสลามุอะลัยกุม อัสสลามุอะลัยกุม" ความว่า: สันติสุขจงมีแด่พวกเจ้า สันติสุขจงมีแด่พวกเจ้า" รายงานโดย อบูดาวูด
4. ฉันจะไม่เข้าไปในห้องของคุณพ่อ คุณแม่ หรือคนใดก่อนได้รับอนุญาต โดยเฉพาะช่วงเวลาก่อนศุบฮิ ช่วงนอนหลังซุฮ์ริ และหลังอิชาอ์
เนื่องจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงให้บรรดาผู้ที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครองและบรรดาผู้ที่ยังไม่บรรลุศาสนภาวะในหมู่พวกเจ้า ขออนุญาตพวกเจ้าสามเวลาคือ ก่อนเวลาละหมาดฟัจญ์ริ และเวลาพวกเจ้าเปลื้องเสื้อผ้าในเวลากลางวัน และหลังจากเวลาละหมาดอิชาอ์ ทั้งสามนี้เป็นเวลาส่วนตัวสำหรับพวกเจ้า หลังจากนี้แล้วไม่เป็นที่น่าตำหนิแก่พวกเจ้าและแก่พวกเขา เพราะพวกเขาวนเวียนรับใช้บางคนในหมู่พวกเจ้า เช่นนั้นแหละอัลลอฮ์ทรงชี้แจงโองการทั้งหลายให้เป็นที่ชัดแจ้งแก่พวกเจ้า และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ" [อันนูร : 58]
5. ไม่ต้องขออนุญาตในการเข้าไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย เช่น โรงพยาบาล ร้านค้า
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "ไม่ถือเป็นความผิดแก่พวกเจ้าที่จะเข้าไปในสถานที่ใดที่มิใช่เป็นที่พักอาศัยซึ่ง ณ ที่นั้นมีสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่พวกเจ้า และอัลลอฮ์ทรงรู้ดีสิ่งที่พวกเจ้าเปิดเผยและสิ่งที่พวกเจ้าปกปิด" [อันนูร : 29]
มารยาทที่พึงมีต่อสัตว์ทั้งหลาย: คำถามที่ 21 : มารยาทที่พึงมีต่อสัตว์ทั้งหลายมีอะไรบ้าง?
คำตอบ :
1. จะต้องให้อาหารและน้ำดื่มแก่สัตว์
ในหะดีษ ที่ว่า: พวกเขากล่าวว่า"โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ แล้วพวกเราจะได้รับผลบุญจาก(การทำดีต่อ)สัตว์หรือไม่?" ท่านกล่าวว่า: "(การทำดี)ในทุกชีวิตที่มีลมหายใจนั้นมีผลบุญ." รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
- ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ผ่านอูฐตัวหนึ่งซึ่งหลังของมันติดกับท้องของมัน (เนื่องจากความผอมแห้ง) แล้วท่านก็กล่าวว่า: "จงยำเกรงพระเจ้าเกี่ยวกับสัตว์เหล่านี้เถิด” รายงานโดย อบูดาวูด
2. จะต้องเมตตาและสงสารสัตว์ และไม่ใช้งานมันจนเกินความสามารถ
ในหะดีษ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ใครเป็นเจ้าของอูฐตัวนี้? อูฐตัวนี้เป็นของใคร?" แล้วมีชายหนุ่มจากกลุ่มชาวอันศอรเข้ามาและกล่าวว่า: "เป็นของฉันเอง โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์" ท่านจึงกล่าวว่า: "เจ้าจะไม่เกรงกลัวอัลลอฮ์ต่อสัตว์นี้ที่พระองค์ทรงมอบให้แก่เจ้าหรือ? แท้จริงมันได้มาร้องทุกข์ต่อฉันว่าเจ้าทำให้มันหิวและใช้งานมันอย่างหนัก" รายงานโดย อบูดาวูดและอะห์มัด ตุดะอ์บะหุ : คือทำให้มันเหนื่อยล้า
3. ฉันไม่ทรมานสัตว์ ไม่ว่าจะด้วยกับวิธีการใด ๆ ก็ตาม
ในหะดีษ จากญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เดินผ่านลาตัวหนึ่งที่ได้ถูกทำสัญลักษณ์ไว้บนหน้ามัน แล้วท่านก็กล่าวว่า: "พวกท่านยังไม่ได้รับรู้หรือว่าฉันได้สาปแช่งผู้ที่ตีตราสัตว์ที่ใบหน้าหรือผู้ที่ตีมันที่ใบหน้า?" แล้วท่านก็ห้ามการกระทำเช่นนั้น รายงานโดย มุสลิมและอบูดาวูด และตัวบทหะดีษนี้เป็นของอบูดาวูด
มารยาทในการออกกำลังกาย: คำถามที่ 22 : มารยาทในการออกกำลังกายมีอะไรบ้าง?
1. ฉันตั้งเจตนาออกกำลังกายเพื่อให้มีพละกำลังในการปฏิบัติตามคำบัญชาของอัลลอฮ์และความพอพระทัยของพระองค์
2. เราจะไม่เล่นในเวลาละหมาด
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "ดังนั้น ความหายนะจงมีแด่บรรดาผู้ทำละหมาด* ผู้ที่พวกเขาละเลยต่อการละหมาดของพวกเขา" (อัลมาอูน : 4-5)
3. เด็กผู้ชายจะไม่แข่งขันกีฬาร่วมกับเด็กผู้หญิง
4. ฉันใส่ชุดกีฬาที่ปกปิดเอาเราะฮ์
5. หลีกห่างจากกีฬาที่ต้องห้าม (หะรอม) เช่น กีฬาที่มีการตบตีใบหน้า หรือเปิดเอาเราะฮ์
ในหะดีษ ที่ว่า: "ถ้าผู้ใดทะเลาะกับพี่น้องของตน ก็ให้เขาเลี่ยงการเผชิญหน้า" รายงานโดย มุสลิม
มารยาทในการหยอกล้อ: คำถามที่ 23 : มารยาทในการหยอกล้อมีอะไรบ้าง?
1. หยอกล้อด้วยความสัจจริง และไม่โกหก
ในหะดีษ ที่ว่า: "ความหายนะจงประสบแก่ผู้ที่พูดแล้วเขาก็โกหก เพื่อให้หมู่ชนหัวเราะ ความหายนะจงประสบแก่เขา แล้วก็ความหายนะจงประสบแก่เขา" รายงานโดย อบูดาวูด อะห์มัดและอัต-ติรมิซีย์
2. การหยอกล้อต้องปราศจากการด้อยค่า ล้อเลียน ก่อความเดือดร้อน และทำให้เกิดความสะพรึงกลัว
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ไม่อนุญาตให้มุสลิมสร้างความหวาดกลัวแก่พี่น้องมุสลิมด้วยกัน" รายงานโดย อบูดาวูดและอะห์มัด
3. ไม่หยอกล้อมากเกินไป
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "เจ้าจงอย่าหัวเราะมาก เพราะการหัวเราะมาก ๆ ทำให้หัวใจตายด้าน" บันทึกโดย อัตติรมีซีย์และอิบนุมาญะฮ์
มารยาทในการจาม: คำถามที่ 24 : มารยาทในการจามมีอะไรบ้าง?
คำตอบ :
1. ขณะจามให้ปิดด้วยมือ ผ้า หรือกระดาษเช็ดหน้า
2. หลังจากจามให้กล่าวสรรเสริญต่ออัลลอฮ์ว่า :
الحمد لله
คำอ่าน “อัลหัมดุลิลลาฮฺ”
ความหมาย “การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์”
3. พี่น้องหรือเพื่อนที่อยู่ต่อหน้าจะต้องกล่าวแก่เขาว่า
يَرْحَمُك اللهُ
คำอ่าน “ยัรหะมุกัลลอฮฺ”
ความหมาย “ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่านด้วย”
เมื่อเขาได้กล่าวเช่นนั้นแล้ว คนที่จามจะกล่าวตอบว่า :
يَهْدِيْكُمُ اللهُ وَيُصْلِحُ بَالَكُمْ
คำอ่าน “ยะฮฺดีกุมุลลอฮฺ วะยุศลิหุ บาละกุม”
ความหมาย “ขออัลลอฮ์ทรงชี้ทางแก่ท่าน และให้สภาพของท่านดีขึ้น”
มารยาทในการหาว: คำถามที่ 25 : มารยาทในการหาวมีอะไรบ้าง?
1. พยายามหักห้ามการหาว
ในหะดีษ ที่ว่า: "การหาวนั้นมาจากชัยฏอน ดังนั้นจงต้านมันให้สุดความสามารถ" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
2. ไม่หาวเสียงดัง
ในหะดีษ ที่ว่า: "(เมื่อเขาหาวออกมา) และอย่าพูดว่า: "อ๊ะ อ๊ะ" เพราะแท้จริงเมื่อผู้ใดอ้าปากของเขา แท้จริงชัยฏอนจะหัวเราะเยาะเขา" รายงานโดย อะห์มัด
3. เอามือปิดปาก
ในหะดีษ ที่ว่า: "เมื่อผู้ใดในหมู่พวกท่านหาว จงเอามือปิดปากของเขาไว้ เพราะแท้จริงชัยฏอนจะเข้าสู่เขา" รายงานโดย มุสลิม
มารยาทในการอ่านอัลกุรอาน: คำถามที่ 26 : มารยาทในการอ่านอัลกุรอานมีอะไรบ้าง?
คำตอบ :
1. อ่านในสภาพที่สะอาดหลังจากอาบน้ำละหมาด
2. นั่งอย่างมีมารยาทและสงบ
3. เริ่มต้นการอ่านด้วยการขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้รอดพ้นจากชัยฏอนมารร้าย
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "ดังนั้น เมื่อเจ้าอ่านอัลกุรอาน ก็จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากชัยตอนที่ถูกสาปแช่ง" [อันนะห์ลุ : 98]
4. อ่านด้วยความใคร่ครวญ
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: ความว่า "แล้วพวกเขามิได้ใคร่ครวญอัลกุรอานดอกหรือ? หรือว่าบนหัวใจของพวกเขามีกุญแจหลายดอกลั่นอยู่?" (มุฮัมมัด : 24)
*******
มารยาทในการขอดุอาอ์: คำถาม 26: มารยาทในการขอดุอาอ์มีอะไรบ้าง?
ตอบ: 1. เริ่มต้นด้วยการขอบพระคุณพระเจ้าและสรรเสริญพระองค์
2. การกล่าวเศาะละวาตแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม (การกล่าวคำขอพรแก่ท่านเราะซูลและวงศาคณาญาติของท่าน)
ในหะดีษ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: “เมื่อเจ้าละหมาดแล้วนั่งลง ก็จงสรรเสริญอัลลอฮ์ตามที่พระองค์ทรงสมควรได้รับ และจงกล่าวศอลาวาตแก่ฉัน จากนั้นจึงขอดุอาอ์เถิด” รายงานโดย อัตติรมีซีย์
3. การยกมือระหว่างการขอดุอาอ์
ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริงพระเจ้าของพวกท่าน ผู้ทรงจำเริญและทรงสูงส่งนั้น เป็นผู้มีความละอายและทรงเอื้อเฟื้อ พระองค์ทรงละอายต่อบ่าวของพระองค์ เมื่อเขายกมือขึ้นขอต่อพระองค์ แล้วพระองค์จะทรงปล่อยให้มือทั้งสองกลับไปเปล่าเปลือย" รายงานโดย อัตติรมิซีย์และอบูดาวูด
4. การกลับใจและสารภาพบาป
ในดุอาอ์ของนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม: ความว่า "เขากล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ได้อธรรมต่อตนเอง ดังนั้นขอพระองค์ทรงอภัยให้แก่ข้าพระองค์ด้วย แล้วพระองค์ก็ได้อภัยให้เขา แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ" (อัลเกาะศ็อศ : 16)
5. การยืนกรานในการวิงวอนขอ หมายถึงการเพิ่มการวิงวอนขอให้มากขึ้น และขอซ้ำๆ
6. อย่ารีบเร่งในการตอบรับ
7. อย่าวิงวอนสิ่งที่เป็นบาปหรือตัดความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
ในหะดีษ ที่ว่า: "การตอบรับดุอาอ์แก่บ่าวคนหนึ่งนั้นจะคงอยู่ ตราบเท่าที่เขาไม่ขอในสิ่งที่เป็นบาป และการตัดขาดเครือญาติ ไม่รีบเร่ง มีเสียงกล่าวว่า โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ การรีบเร่งนั้นหมายถึงอะไร? ท่านกล่าวว่า เขากล่าวว่า ฉันวิงวอนแล้ว และฉันวิงวอนโดยแท้แล้ว แต่ฉันไม่เห็นพระองค์ตอบรับฉัน จากนั้นเขาก็เศร้าโศกและหยุดขอการวิงวอน" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
8. ลดเสียงในระหว่างการวิงวอนขอ
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "พวกเจ้าจงวิงวอนต่อพระเจ้าของพวกเจ้าในสภาพถ่อมตนและปกปิด" [อัลอะอ์รอฟ : 55]
9. การใช้ใจในระหว่างการวิงวอนขอ
ในหะดีษ ที่ว่า: "จงวิงวอนต่อพระเจ้าในขณะที่เจ้ามั่นใจในคำตอบ และรู้ว่าพระเจ้าไม่ตอบรับคำวิงวอนจากใจที่เผลอสติและเหลวไหล" รายงานโดย อัต-ติรมิซีย์
10. ความบริสุทธิ์ใจต่อพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพและขอพระเจ้าเพียงผู้เดียวทั้งในยามที่ประสบความยากลำบาก และยามที่เจริญรุ่งเรือง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "และว่าแท้จริงบรรดามัสยิดนั้นเป็นของอัลลอฮ์ ดังนั้น พวกเจ้าอย่าวิงวอนขอผู้ใดเคียงคู่กับอัลลอฮ์" [ญิน : 18]
11. วิงวอนต่อพระเจ้าด้วยพระนามและคุณลักษณะอันงดงามของพระองค์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "และอัลลอฮ์นั้นมีบรรดาพระนามอันสวยงาม ดังนั้นพวกเจ้าจงเรียกหาพระองค์ด้วยพระนามเหล่านั้นเถิด" [อัลอะอ์รอฟ : 180]
12. ผินหน้าทางกิบละฮ์ ในหะดีษ ที่ว่า: "เขายังคงร้องเรียกพระเจ้าของเขาต่อไป โดยยื่นมือไปทางกิบละฮ์ จนกระทั่งเสื้อคลุมของเขาหลุดออกจากไหล่ของเขา" รายงานโดย มุสลิม
13. อาหารดี และเสื้อผ้าดี ในหะดีษ ที่ว่า: "แล้วท่านได้กล่าวถึงชายคนหนึ่งซึ่งเดินทางมานานแล้ว ตัวไม่เรียบร้อยและมีฝุ่นติดตัว ชูมือขึ้นยังฟ้าว่า ข้าแต่พระเจ้า ข้าแต่พระเจ้า โดยที่อาหารของเขาเป็นที่ถูกห้าม เครื่องดื่มของเขาก็เป็นที่ถูกห้าม เสื้อผ้าของเขาก็เป็นที่ถูกห้าม และเขาก็ถูกห้าม และเลี้ยงด้วยอาหารที่ต้องห้าม การดุอาอ์ของเขาจะถูกตอบรับได้อย่างไร?" รายงานโดย มุสลิม
หมวดว่าด้วยจริยธรรมอิสลาม30
คำถามที่ 1 : ความประเสริฐของการมีจริยธรรมที่ดีงามนั้นคืออะไร?
คำตอบ : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “บรรดามุอ์มินที่มีความศรัทธาสมบูรณ์ที่สุด คือผู้ที่มีจรรยามารยาทดีที่สุด” รายงานโดย อัตติรมิซีย์และอะห์มัด
คำถามที่ 2 : เพราะเหตุใดเราจำเป็นต้องมีจริยธรรมอิสลาม?
คำตอบ :
1. เพราะเป็นสาเหตุที่จะทำให้อัลลอฮ์ทรงรักใคร่
ในหะดีษ ที่ว่า: "ผู้เป็นบ่าวของพระเจ้า อันเป็นที่รักยิ่ง ณ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ คือ “ผู้ที่มีลักษณะนิสัยดีที่สุดในหมู่พวกเขา” รายงานโดย อัลฮากิมและอัต-ฏ็อบรอนีย์
2. เป็นสาเหตุทำให้มนุษย์รักใคร่
3. เป็นสิ่งที่มีน้ำหนักมากที่สุดในตาชั่ง
ในหะดีษ ที่ว่า: "สิ่งที่หนักที่สุดในตาชั่งในวันฟื้นคืนชีพ คือผู้ที่มีมารยาทที่ดีงาม" รายงานโดย อบูดาวูดและอัต-ติรมิซีย์
4. ผลบุญและการตอบแทนจะเพิ่มทวีคูณอันเนื่องจากการมีมารยาทที่ดี
ในหะดีษ ที่ว่า: "แท้จริงผู้ศรัทธาจะตระหนักดีถึงระดับของผู้ที่ยืนในเวลากลางคืนและถือศีลอดในตอนกลางวัน" รายงานโดย อะห์มัด
5. เป็นสัญลักษณ์ที่ชี้ถึงการมีศรัทธาที่สมบูรณ์
ในหะดีษ ที่ว่า: “บรรดามุอ์มินที่ความศรัทธาสมบูรณ์ที่สุด คือผู้ที่มีมารยาทที่งดงามที่สุด” รายงานโดย อบูดาวูดและอัต-ติรมิซีย์
คำถามที่ 3 : เราเอาจริยธรรมที่ดีงามมาจากที่ไหน?
คำตอบ : เอามาจากอัลกุรอาน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “แท้จริงอัลกุรอานนี้นำสู่ทางที่เที่ยงตรงยิ่ง” (อัลอิสรออ์ : 9)
เอามาจากสุนนะฮ์ของท่านนบี โดยที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงฉันได้ถูกแต่งตั้งมาเพื่อให้สมบูรณ์ในการมีมารยาทที่ดี” รายงานโดย อะห์มัด
คำถามที่ 4 : อัลอิห์ซานคืออะไร? มีรูปแบบอย่างไรบ้าง?
คำตอบ : อัลอิห์ซาน หมายถึง การติดตามการเฝ้ามองของอัลลอฮ์อยู่เป็นประจำ และการใช้ความพยายามทุ่มเทในการทำความดีต่อเพื่อนมนุษย์
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงอัลลอฮ์ได้บัญญัติการทำความดีให้แก่ทุกสรรพสิ่ง” รายงานโดย มุสลิม
ส่วนหนึ่งจากรูปแบบของความดี มีดังนี้:
- ทำความดีในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ด้วยการให้มีความบริสุทธิ์ใจในการเคารพภักดีต่อพระองค์
- ทำความดีต่อบิดามารดาด้วยคำพูดและการกระทำ
- ทำความดีต่อพี่น้องและเครือญาติ
- ทำความดีต่อเพื่อนบ้าน
- ทำความดีต่อเด็กกำพร้าและคนยากจน
- ทำความดีต่อคนที่ให้ร้ายท่าน
- ทำความดีในการโต้เถียง
- ทำความดีในด้านคำพูด
- ทำความดีต่อสัตว์
คำถามที่ 5 : สิ่งที่ตรงกันข้ามกับทำดีคืออะไร?
คำตอบ : สิ่งที่ตรงกันข้ามกับทำดี คือทำชั่ว
ส่วนหนึ่งจากความชั่ว ได้แก่:
- ไม่มีความบริสุทธิ์ใจในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์
- อกตัญญูต่อบิดามารดา
- ตัดสัมพันธ์กับเครือญาติ
- และการเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่ดี
- ไม่ทำความดีต่อคนยากจน คนขัดสน และคนอื่น ๆ ทำไม่ดีกับพวกเขาไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ
คำถามที่ 6 : อะมานะฮ์(ความรับผิดชอบ)คืออะไร? และรูปแบบเป็นอย่างไร?
1. อะมานะฮ์หน้าที่ที่พึงมีต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา
รูปแบบ : หน้าที่ในการปฏิบัติด้านอิบาดะฮ์ เช่น การละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอด การประกอบพิธีหัจญ์ และอื่น ๆ ที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดแก่พวกเรา
2. อะมานะฮ์หน้าที่ที่พึงมีต่อเพื่อนมนุษย์ อาทิเช่น:
- รักษาเกียรติยศของมนุษย์
- รักษาทรัพย์สินของพวกเขา
- รักษาชีวิตเลือดเนื้อของพวกเขา
- รักษาความลับของพวกเขา และทุกสิ่งที่พวกเขาไว้วางใจกับท่าน
อัลลอฮ์ตรัสถึงคุณลักษณะของผู้ที่ประสบความสำเร็จว่า: ความว่า “และบรรดาผู้ที่รักษาความไว้วางใจของพวกเขาและพันธสัญญาของพวกเขา” (อัลมุอ์มินูน : 8)
คำถามที่ 7 : สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความรับผิดชอบ (อะมานะฮ์) คืออะไร?
คำตอบ : คือการบิดพลิ้ว หมายถึง การละเลยหน้าที่ ๆ พึงมีต่ออัลลอฮ์ และหน้าที่ ๆ พึงมีต่อเพื่อนมนุษย์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่าทุจริตต่ออัลลอฮ์ และเราะซูล และจงอย่าทุจริตต่อบรรดาของฝากของพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้ารู้กันอยู่" [อัลอันฟาล : 27]
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เครื่องหมายของคนกลับกลอก (มุนาฟิก) มี 3 ประการคือ เมื่อพูดจาเขาก็โกหก เมื่อสัญญา เขาก็ผิดคำสัญญา และเมื่อได้รับความไว้วางใจ เขาก็บิดพลิ้ว” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 8 : ความสัจจริงคืออะไร?
คำตอบ : คือการบอกกล่าวตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือตามสิ่งที่เกิดจริง
บางส่วนจากรูปแบบของความสัจจริง ได้แก่:
- สัจจริงในด้านการพูดกับคนอื่น
- สัจจริงในการสัญญา
- สัจจริงในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงความสัจจริงจะนำไปสู่ความดี และความดีนำไปสู่สวรรค์ แท้จริงมีผู้ที่รักษาความสัจจริงจนได้รับการบันทึก ณ พระองค์อัลลอฮ์ว่าเป็นผู้ที่มีความสัจจริง” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 9 : สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความสัจจริงคืออะไร?
คำตอบ : คือการโกหก หมายถึง ค้านกับความเป็นจริง เช่น การโกหกต่อผู้อื่น การผิดสัญญาต่าง ๆ และการเป็นพยานเท็จ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “และแท้จริงการโกหกจะนำไปสู่ความชั่ว และความชั่วจะนำไปสู่ไฟนรก แท้จริงผู้โกหกเป็นอาจิน จนเขาถูกบันทึกไว้ ณ อัลลอฮ์ว่าเป็นจอมโกหก” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เครื่องหมายของคนกลับกลอก (มุนาฟิก) มี 3 ประการคือ เมื่อพูดจาเขาก็โกหก เมื่อสัญญาเขาก็ผิดคำสัญญา และเมื่อได้รับความไว้วางใจเขาก็บิดพลิ้ว” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 10 : ประเภทของความอดทนมีอะไรบ้าง?
คำตอบ : ประเภทของการอดทน มีดังนี้
1. อดทนในการเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮ์
2. อดทนจากการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์
3. อดทนต่อความเจ็บปวดที่ถูกกำหนด และจงขอบคุณต่อพระองค์ในทุกสถานการณ์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า“และอัลลอฮ์ทรงรักใคร่ต่อบรรดาผู้อดทน” (อาลา อิมรอน : 146)
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “มันเป็นเรื่องแปลกสำหรับกิจการของผู้ศรัทธา แท้จริงกิจการของเขาทั้งหมดเป็นความดีสำหรับเขา ซึ่งเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นแก่คนหนึ่งคนใดนอกจากผู้ศรัทธาเท่านั้น ถ้าเขาได้รับความสุข เขาก็ขอบคุณและมันจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา, และถ้าเขาได้รับความทุกข์ เขาก็อดทน และมันจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา” รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 11 : สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความอดทนคืออะไร?
คำตอบ : หมายถึงการขาดความอดทนในการทำความดี, การขาดความอดทนในการหลีกเลี่ยงการกระทำผิด, และการไม่พอใจต่อชะตากรรมโดยการพูดหรือการกระทำ
บางส่วนจากรูปแบบของการขาดความอดทน ได้แก่:
- การปรารถนาความตาย
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "พวกเจ้าจงอย่าได้หวังที่จะตายเพราะความทุกข์ยาก แต่หากจำต้องหวังที่จะตาย เขาก็จงขอว่า “โอ้ อัลลอฮ์ โปรดให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อ หากการชีวิตอยู่ต่อเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับฉัน และโปรดให้ฉันตาย หากการตายเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับฉัน" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
- การตีแก้ม
- การฉีกเสื้อผ้า
- การเผยผม (การปล่อยผมให้หลุดออกมา)
- สาปแช่งตัวเอง
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ไม่ใช่พวกของเรา สำหรับผู้ที่ตบแก้ม ฉีกกระเป๋า และการวิงวอน ที่เป็นการวิงวอนของชาวญาฮิลียะฮ์ (ยุคก่อนอิสลาม)" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “รางวัลตอบแทนอันมากมายจะมาพร้อมกับการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ และแท้จริงอัลลอฮ์เมื่อพระองค์ทรงรักใคร่กลุ่มชนใด พระองค์ก็จะทรงทดสอบกลุ่มชนนั้น ดังนั้นถ้าผู้ใดพึงพอใจ เขาก็จะได้รับความพึงพอใจจากพระองค์ และถ้าผู้ใดไม่พึงพอใจ เขาก็จะได้รับความโกรธกริ้วจากพระองค์” รายงานโดย อัตติรมิซีย์และอิบนุมาญะฮ์
คำถามที่ 12 : การให้ความร่วมมือคืออะไร?
คำตอบ : คือการให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องของสัจธรรมและความดีงาม
รูปแบบของการความร่วมมือ ได้แก่:
- ร่วมมือกันในการมอบสิทธิต่าง ๆ
- ร่วมมือกันในการตอบโต้ผู้อธรรม
- ร่วมมือกันในการบรรเทาความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์และคนขัดสน
- ร่วมมือกันในเรื่องความดีงามทั้งหมด
- ไม่ร่วมมือกันในเรื่องที่เป็นบาป อันตราย และเป็นศัตรูกัน
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และพวกเจ้าจงร่วมมือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรมและความยำเกรง และจงอย่าร่วมมือกันในสิ่งที่เป็นบาปและเป็นศัตรูกัน และพึงกลัวเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ” (อัลมาอิดะฮ์ : 2)
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ศรัทธากับผู้ศรัทธาเปรียบเสมือนอาคาร ซึ่งมันจะยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “มุสลิมเป็นพี่น้องกับมุสลิม เขาจะไม่อธรรมต่อพี่น้องของเขา และเขาจะไม่จับตัวพี่น้องของเขา (มอบให้แก่ศัตรู) ผู้ใดช่วยเหลือธุระของพี่น้องของเขา อัลลอฮ์ก็จะทรงช่วยเหลือในธุระของเขา ผู้ใดบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่มุสลิมคนหนึ่งคนใด อัลลอฮ์จะทรงบรรเทาความเดือดร้อนหนึ่งจากความเดือดร้อนต่าง ๆ ในวันกิยามะฮ์ให้เขา และผู้ใดปกปิดสิ่งไม่ดีให้แก่มุสลิมคนหนึ่งคนใด อัลลอฮ์จะทรงปกปิดสิ่งไม่ดีให้แก่เขาในวันกิยามะฮ์” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 13 : ประเภทของความละอายมีอะไรบ้าง?
คำตอบ : ประเภทของความละอายมีดังนี้
1. การละอายต่ออัลลอฮ์ จะเกิดขึ้นโดยการที่ท่านไม่ฝ่าฝืนต่อพระองค์อัลลอฮ์
2. การละอายต่อมนุษย์ ดังกล่าวนั้นคือการงดคำพูดที่น่ารังเกียจ การทำร้าย และการเปิดเผยความลับ
ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “การศรัทธามีมากกว่า 70 ประเภท หรือมีมากกว่า 60 ประเภท ประเภทที่ประเสริฐที่สุด คือการกล่าวว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรแก่การกราบไว้นอกจากอัลลอฮ์ ประเภทที่ต่ำสุด คือการขจัดสิ่งที่เป็นอันตรายออกจากถนนหนทาง และความละอายเป็นประเภทหนึ่งของการศรัทธา” รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 14 : รูปแบบของการให้ความเมตตามีอะไรบ้าง?
คำตอบ : ส่วนหนึ่งจากความเมตตา ดังนี้:
- เมตตาและนอบน้อมต่อผู้อาวุโส
- เมตตาต่อเยาวชนและเด็ก ในหะดีษ ที่ว่า: "ไม่ใช่พวกของเราผู้ใดที่ไม่ให้เกียรติผู้อาวุโส และไม่เมตตาต่อผู้เป็นเด็ก" รายงานโดย อะห์มัด
- เมตตาต่อคนยากจน คนขัดสน และคนที่เดือดร้อน
- เมตตาต่อสัตว์โดยการให้อาหารและไม่ทำร้ายมัน
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ท่านจะเห็นว่าบรรดาผู้ศรัทธาในด้านความเอ็นดูเมตตา ด้านความรัก และการให้ความช่วยเหลือของพวกเขา เปรียบเสมือนกับร่างกาย เมื่ออวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดเจ็บปวด อวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกายก็จะเจ็บปวดไปด้วย ส่งผลให้นอนไม่หลับและเกิดอาการไข้” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “บรรดาผู้มีความเมตตา พระเจ้าผู้ทรงเมตตาจะทรงให้ความเมตตาแก่พวกเขา ดังนั้นพวกเจ้าจงเมตตาต่อผู้ที่อยู่บนผืนดิน แล้วผู้ที่อยู่บนฟากฟ้าก็จะเมตตาต่อพวกเจ้า” รายงานโดย อบูดาวุดและอัตติรมิซีย์
คำถามที่ 15 : ประเภทของการสร้างความรักมีอะไรบ้าง?
คำตอบ : ประเภทของความรัก ดังนี้:
- รักต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นผู้ที่รักอัลลอฮ์มากยิ่งกว่า” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 165)
- รักต่อท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
ซึ่งท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ การศรัทธาของคนหนึ่งคนใดในพวกท่านยังไม่สมบูรณ์ จนกว่าฉันจะเป็นที่รักยิ่งสำหรับเขา มากกว่าบิดาของเขา และลูกของเขา” รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
- รักต่อบรรดาผู้ศรัทธาและการรักความดีให้กับพวกเขาเหมือนที่เรารักมันสำหรับตัวเอง
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “การศรัทธาของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านยังไม่สมบูรณ์ จนกว่าเขาจะปรารถนาให้พี่น้องของเขาได้รับในสิ่งที่เขาปรารถนาจะให้ได้รับกับตนเอง” รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
คำถามที่ 16 : นิยามของความยิ้มแย้มเบิกบานคืออะไร?
คำตอบ : คือการมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม มีความเบิกบาน มีรอยยิ้ม มีความอ่อนโยน แสดงออกถึงความปีติยินดีขณะที่ได้พบปะกัน
และจะตรงกันข้ามกับการมีใบหน้าบึ้งตึงเบือนหน้าหนี
มีหะดีษจำนวนมากที่ยืนยันถึงความประเสริฐในเรื่องดังกล่าว จากอบูซัร เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่ากับฉันว่า: “ท่านอย่าดูถูกความดีงามใด ๆ แม้กระทั่งการพบปะพี่น้องของท่านด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม” รายงานโดย มุสลิม
ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “การมีใบหน้ายิ้มแย้มแก่พี่น้องของท่านนั้น ถือเป็นการบริจาคทาน” บันทึกโดย อัตติรมิซีย์
คำถามที่ 17 : การอิจฉาริษยาคืออะไร?
คำตอบ : คือการหวังให้ความโปรดปรานของคนอื่นหมดไป หรือรังเกียจต่อความโปรดปรานที่คนอื่นได้รับ
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาเมื่อเขาอิจฉา” (อัลฟะลัก : 5)
จากอนัส บินมาลิก เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “พวกท่านจงอย่าโกรธกัน อย่าอิจฉาริษยากัน อย่าหันหลังให้กัน และจงเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ที่เป็นพี่น้องกัน” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 18 : การดูถูกเยาะเย้ยคืออะไร?
คำตอบ : คือการเยาะเย้ยพี่น้องมุสลิมด้วยกัน หรือการดูถูกด้อยค่าพวกเขา ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวไม่เป็นที่อนุญาต
อัลลอฮ์ได้ห้ามในเรื่องนี้ ดังที่พระองค์ตรัสว่า: ความว่า “โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย ชนกลุ่มหนึ่งอย่าได้เยาะเย้ยชนอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีชนกลุ่มที่ถูกเยาะเย้ยนั้นจะดีกว่าชนกลุ่มที่เยาะเย้ย และสตรีกลุ่มหนึ่งอย่าได้เยาะเย้ยสตรีอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีกลุ่มสตรีที่ถูกเยาะเย้ยจะดีกว่ากลุ่มที่เยาะเย้ย และพวกเจ้าอย่าได้ตำหนิตัวของพวกเจ้าเอง และอย่าได้เรียกกันด้วยฉายาที่ไม่ชอบ ช่างเลวทรามจริง ๆ ที่บรรดาผู้ศรัทธาจะเรียกกันว่าเป็นผู้ฝ่าฝืน ภายหลังจากที่ได้มีการศรัทธากันแล้ว และผู้ใดไม่สำนึกผิด ชนเหล่านั้นคือบรรดาผู้อธรรม” (อัลหุญุรอต : 11)
คำถามที่ 19 : นิยามของความนอบน้อมถ่อมตนคืออะไร?
คำตอบ : คือการไม่มองว่าสูงส่งกว่าคนอื่น ไม่ดูถูกหรือด้อยค่าคนอื่น และไม่ปฏิเสธความจริง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และปวงบ่าวของพระผู้ทรงกรุณาปราณีคือบรรดาผู้ที่เดินบนแผ่นดินด้วยความสงบเสงี่ยม” (อัลฟุรกอน : 63) หมายถึง บรรดาผู้ที่มีความนอบน้อม
ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ไม่มีคนใดที่นอบน้อมถ่อมตนต่ออัลลอฮ์ นอกจากอัลลอฮ์จะทรงยกสถานะเขาให้สูงส่ง” รายงานโดย มุสลิม
และท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงอัลลอฮ์ได้มีโองการมายังฉันให้พวกท่านมีความนอบน้อมถ่อมตน เพื่อที่ว่าคนหนึ่งจะได้ไม่หยิ่งยโสต่ออีกคนหนึ่ง และคนหนึ่งจะไม่ละเมิดต่ออีกคนหนึ่ง” รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 20 : ประเภทของการโอ้อวดที่ต้องห้ามมีอะไรบ้าง?
คำตอบ : ประเภทการโอ้อวด มีดังนี้:
1. การโอ้อวดต่อสัจธรรม หมายถึง การปฏิเสธต่อสัจธรรมและไม่ยอมรับ
2. การโอ้อวดต่อมนุษย์ หมายถึง การดูถูกเหยียดหยามและด้อยค่า
ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดก็ตามที่มีความยโสโอหังในหัวใจแม้เพียงเท่าผงธุลีเดียว จะไม่ได้เข้าสวรรค์” ชายคนหนึ่งพูดว่า: หากมีคนหนึ่งเขารักที่จะให้เสื้อผ้าสวยงามและรองเท้าแวววับกระนั้นหรือ? ท่านเราะสูลตอบว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงสวยงามวิจิตรและพระองค์ทรงรักความสวยงาม การยโสโอหังเป็นการปฏิเสธสัจธรรมและเป็นการดูถูกคนอื่น” รายงานโดย มุสลิม
- การปฏิเสธสัจธรรม หมายถึง การไม่ยอมรับสัจธรรม
- การดูถูกคนอื่น หมายถึง การเยาะเย้ยหรือด้อยค่าผู้อื่น
- เสื้อผ้าสวยงามและรองเท้าแวววับไม่ได้เป็นการหยิ่งยโสแต่อย่างใด
คำถามที่ 21 : บางส่วนของการคดโกงที่ต้องห้ามคืออะไร?
คำตอบ :
- คดโกงในการซื้อการขาย กล่าวคือการปกปิดข้อตำหนิของสินค้า
- คดโกงในด้านการศึกษาเรียนรู้ อาทิ การที่นักเรียนโกงข้อสอบ
- คดโกงในด้านคำพูด เช่น เป็นพยานเท็จหรือการโกหก
- ไม่รักษาสัญญาในสิ่งที่พูดและสิ่งที่ตกลงกันไว้กับคนอื่น
ในเรื่องของการห้ามคดโกง ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เดินผ่านกองอาหาร แล้วท่านได้สอดมือเข้าไปในกองนั้น ปรากฏว่าเปียกชื้น ท่านกล่าวว่า: "มันคืออะไรกันนี้? คนขายว่า มันถูกน้ำฝนโอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ท่านกล่าวว่า ทำไมท่านไม่เอามันมาไว้ข้างบนเพื่อคนได้เห็น ผู้ที่คดโกงไม่ใช่พวกของฉัน” รายงานโดย มุสลิม
อัศศุบเราะฮ์ หมายถึง ที่จัดวางหรือกองอาหาร
คำถามที่ 22 : การนินทาคืออะไร?
คำตอบ : คือการพูดถึงพี่น้องในสิ่งที่เขาไม่ชอบ ขณะที่เขาไม่อยู่ต่อหน้า
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และบางคนในหมู่พวกเจ้าอย่านินทาซึ่งกันและกัน คนหนึ่งในหมู่พวกเจ้านั้นชอบที่จะกินเนื้อพี่น้องของเขาที่ตายไปแล้วกระนั้นหรือ พวกเจ้าย่อมเกลียดมัน และจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัลหุญุรอต : 12)
คำถามที่ 23 : นิยามของการยุแหย่คืออะไร?
คำตอบ : คือการกระจายคำพูดระหว่างผู้คนเพื่อทำให้เกิดความเสียหายระหว่างพวกเขา
ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “คนที่ยุแหย่จะไม่ได้เข้าสวรรค์” รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 24 : ความขี้เกียจคืออะไร?
คำตอบ : คือความเกียจคร้านในการทำความดีและสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องปฏิบัติ
และในนั้นรวมถึง: ความเกียจคร้านในการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็น
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “แท้จริงบรรดามุนาฟิกนั้นกำลังหลอกลวงอัลลอฮ์อยู่ ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงหลอกลวงพวกเขา และเมื่อพวกเขาลุกขึ้นไปละหมาด พวกเขาก็ลุกขึ้นในสภาพเกียจคร้านโดยให้ผู้คนเห็นเท่านั้น และพวกเขาจะไม่กล่าวรำลึกถึงอัลลอฮ์นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” (อัลนิสาอ์ : 142)
ดังนั้นจำเป็นแก่ผู้ศรัทธาจะต้องไม่ขี้เกียจ ไม่ว่างงาน หรือนั่งปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉย ๆ จะต้องพยายามในการทำงาน เคลื่อนไหว ทุ่มเท และมุ่งมั่นในชีวิตนี้เพื่อให้ได้รับความพอพระทัยจากอัลลอฮ์
คำถามที่ 25 : ประเภทของการโกรธมีอะไรบ้าง?
คำตอบ : ประเภทของการโกรธ มีดังนี้:
1. การโกรธที่น่ายกย่อง คือการโกรธเพื่ออัลลอฮ์ เมื่อพวกปฏิเสธศรัทธา หรือพวกมุนาฟิก หรือผู้อื่นละเมิดสิ่งต้องห้ามของพระองค์
2. การโกรธที่น่าตำหนิ คือความโกรธที่ทำให้มนุษย์กระทำและกล่าวสิ่งที่ไม่สมควร
แนวทางการแก้ความโกรธที่น่าตำหนิ:
- อาบน้ำละหมาด
- หากยืนอยู่ให้นั่งลง และหากนั่งอยู่ให้นอนตะแคง
- จำเป็นต้องตระหนักถึงคำสั่งเสียของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในเรื่องดังกล่าวที่ว่า: “ท่านอย่าโกรธ”
- ให้ควบคุมตัวเองให้รอดพ้นจากการโกรธ
- ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้รอดพ้นจากชัยฏอนมารร้ายที่ถูกสาปแช่ง
- การสงบเงียบ
คำถามที่ 26 : การสอดแนมหมายถึงอะไร?
คำตอบ : คือการสืบค้น เสาะหาความลับของผู้อื่นและสิ่งที่เขาปกปิด
รูปแบบการสอดแนบที่ต้องห้าม:
- การสืบหาความลับในบ้านของผู้อื่น
- การแอบฟังคนอื่นพูด
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และพวกเจ้าอย่าสอดแนม...” (อัลหุญุรอต : 12)
คำถามที่ 27 : ความสุรุ่ยสุร่าย ความตระหนี่ และความใจบุญคืออะไร?
คำตอบ : ความสุรุ่ยสุร่าย คือ การใช้จ่ายเกินความจำเป็น และที่ตรงกันข้ามกับมันนั้นคือ ความตระหนี่ คือ การไม่ยอมใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น
สิ่งที่ถูกต้องคือ การสร้างสมดุลระหว่างทั้งสอง แล้วเขาจะเป็นมุสลิมที่ใจบุญ
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และบรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขาใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่สุรุ่ยสุร่ายและไม่ตระหนี่ และระหว่างทั้งสองสภาพนั้น พวกเขาอยู่สายกลาง” (อัลฟุรกอน : 67)
คำถามที่ 28 : ความขี้ขลาดและความกล้าหาญคืออะไร?
คำตอบ : ความขี้ขลาด คือ การกลัวในสิ่งที่ไม่สมควรจะกลัว
เช่น การกลัวจากการพูดความจริง หรือกลัวในการห้ามความชั่ว
ความกล้าหาญ คือ การเผชิญกับสัจธรรม ตัวอย่าง การเผชิญหน้าในสมรภูมิญิฮาดเพื่อปกป้องอิสลามและพี่น้องมุสลิม
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวในดุอาอ์ของท่านว่า: » اللهم إني أعوذ بك من الجبن «
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้รอดพ้นจากความขี้ขลาด”
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวอีกว่า: “ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งดีกว่าและเป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮ์มากกว่ามุสลิมที่อ่อนแอ และในทุกคนย่อมมีความดีงาม” รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 29 : จงบอกบางคำพูดที่เป็นที่ต้องห้าม?
คำตอบ : คำพูดที่เป็นที่ต้องห้ามส่วนหนึ่งได้แก่ :
- การสาปแช่งและการด่าทอ
- การเรียกผู้อื่นว่า "ไอ้สัตว์" หรือสำนวนประมาณนี้
- พูดถึงเรื่องปกปิดของคนอื่นด้วยคำพูดที่ชั่วร้ายและลามก
- ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามในเรื่องดังกล่าวว่า: “ไม่นับว่าเป็นผู้ศรัทธา ผู้ที่ด่าทอผู้อื่น ผู้ที่สาปแช่ง ผู้ที่ทำชั่ว และผู้ที่ลามก” รายงานโดย อัตติรมิซีย์และอิบนุมาญะฮ์
คำถามที่ 30 : จงบอกสาเหตุที่จะทำให้มุสลิมมีคุณธรรมอันดีงาม?
คำตอบ : สาเหตุส่วนหนึ่ง มีดังนี้:
1. ขอดุอาอ์จากอัลลอฮ์ทรงประทานจรรยามารยาทที่ดีและช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าวแก่ท่าน
2. การเฝ้าติดตามของอัลลอฮ์ แท้จริงพระองค์ทรงรู้ ทรงได้ยิน และทรงเห็นทุกอริยาบถการเคลื่อนไหวของท่าน
3. พึงรำลึกเสมอว่าภาคผลบุญของการมีมารยาทดี มันคือสาเหตุที่จะทำให้ได้เข้าสวนสวรรค์
4. พึงรำลึกเสมอว่าบั้นปลายของการมีมารยาททราม มันคือสาเหตุที่จะทำให้ลงนรก
5. การมีมารยาทดีจะนำไปสู่การรักใคร่ของอัลลอฮ์และการรักของผู้คน และการมีมารยาททรามจะนำไปสู่การโกรธกริ้วของอัลลอฮ์และการโกรธเคืองของผู้คน
6. การอ่านชีวประวัติของท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และปฏิบัติตามจริยาวัตรของท่าน
7. การปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนที่ดีและออกห่างจากเพื่อนที่เลว
*******
และบทรำลึกที่ดีที่สุดคือ การที่หัวใจและลิ้นเห็นพ้องต้องกัน
หมวดว่าด้วยบทขอพรและบทรำลึก43
คำถามที่ 1 : ความประเสริฐของการรำลึกถึงอัลลอฮ์คืออะไร?
คำตอบ : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “อุปมาของผู้ที่รำลึกถึงพระผู้อภิบาลของเขา และผู้ที่ไม่รำลึกถึงพระผู้อภิบาลของเขานั้น อุปมัยดั่งคนเป็นและคนตาย” รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
- เพราะว่าคุณค่าชีวิตของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับปริมาณของการรำลึกถึงอัลลอฮ์ ตะอาลา
คำถามที่ 2 : จงบอกประโยชน์ของการรำลึกถึงอัลลอฮ์มาบางประการ?
คำตอบ :
1. อัลลอฮ์ทรงพอพระทัย
2. ขับไล่ชัยฏอนมารร้ายให้ห่างไกล
3. ป้องกันมุสลิมจากความชั่วร้าย
4. จะทำให้ได้รับการตอบแทนและภาคผลบุญ
คำถามที่ 3 : บทรำลึกถึงอัลลอฮ์ที่ประเสริฐที่สุดคืออะไร?
คำตอบ : คือการกล่าวว่า لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ
คำอ่าน ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์
ความหมาย “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์” บันทึกโดย อัตติรมีซีย์และอิบนุมาญะฮ์
คำถามที่ 4 : ขณะตื่นนอนท่านจะกล่าวว่าอะไร?
الحَمْـدُ لِلّهِ الَّذِي أَحْـيَانَا بَعْـدَ مَا أَمَاتَـنَا وَإِلَيْهِ النُّـشُوْرِ
คำอ่าน อัลหัมดุลิลลาฮิลละซียฺ อะหฺยานา บะอฺดะมา อะมาตะนา วะอิลัยฮินนุชูรฺ
ความหมาย “การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ผู้ทรงให้เราได้ฟื้นขึ้นมาอีกหลังจากที่ให้เราตาย (นอนหลับ) และยังพระองค์คือการฟื้นคืนชีพกลับไป” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 5 : ขณะสวมเสื้อผ้าท่านจะกล่าวว่าอย่างไร?
คำตอบ :
الْحَمْدُ لِلهِ الَّذِي كَسَانِي هَذَا الثَّوْبَ وَرَزَقَنِيهِ مِنْ غَيْرِ حَوْلٍ مِنِّي وَلاَ قُوَّةٍ
คำอ่าน อัลหัมดุลิลลาฮิลละซี กะสานี ฮะซัษเษาบะ วะเราะซะเกาะนีฮิ มินฆ็อยริ เหาลิมมินนี วะลากูวะฮฺ
ความหมาย “การสรรเสริญทั้งหลายเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ผู้ทรงให้ฉันสวมชุดนี้ได้ และให้ปัจจัยยังชีพนี้แก่ฉัน โดยที่ฉันไม่มีอำนาจ ไม่มีพลังอันใดเลย” รายงานโดย อบูดาวุดและอัตติรมิซีย์ และคนอื่นๆ
คำถามที่ 6 : ขณะถอดเสื้อผ้าท่านจะกล่าวว่าอย่างไร?
คำตอบ :
بِسْمِ اللهِ
คำอ่าน บิสมิลลาฮ์
ความหมาย “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์” บันทึกโดย อัตติรมิซีย์
คำถามที่ 7 : ดุอาอ์สวมเสื้อผ้าใหม่ว่าอย่างไร?
คำตอบ :
اللَّهُمَّ لَكَ الْحَمْدُ أَنْتَ كَسَوْتَنِيهِ أَسْأَلُكَ خَيْرَهُ وَخَيْرَ مَا صُنِعَ لَهُ وَأَعُوذُ بِكَ مِنْ شَرِّهِ وشَرِّ مَا صُنِعَ لَهُ
คำอ่าน อัลลอฮุมมะ ละกัลหัมดุ อันตากะเสาตะนีฮิ อัสอะลุกะ ค็อยรอฮุ วะค็อยรอมา ศุนีอะ ละฮู วะอะอูซุบิกะ มินชัรฺรีฮิ วะชัรฺริมา ศุนิอะละฮุ
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ การสรรเสริญเป็นของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นผู้ให้ฉันได้สวมสิ่งนี้ ฉันขอพระองค์ซึ่งสิ่งดีงามของมัน และสิ่งดีงามอันเป็นเหตุให้มันถูกผลิตขึ้นมา และฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความชั่วร้ายของมัน และความชั่วร้ายอันเป็นเหตุให้มันถูกผลิตขึ้นมา” รายงานโดย อบูดาวูดและอัต-ติรมิซีย์
คำถามที่ 8 : ดุอาอ์ให้กับผู้สวมเสื้อผ้าใหม่ว่าอย่างไร?
คำตอบ : เมื่อท่านเห็นผู้อื่นสวมเสื้อผ้าใหม่ให้กล่าวดุอาอ์แก่เขาว่า: تُبْلِي وَيُخْلِفُ اللهُ تَعَالَى
คำอ่าน ตุบลี วะยุคลิฟุลลอฮุ ตะอาลา
ความหมาย “ขอให้ใส่มันจนเก่าขาด แล้วอัลลอฮ์เปลี่ยนให้ใหม่” รายงานโดย อบูดาวูด
คำถามที่ 9 : ดุอาอ์ขณะเข้าห้องน้ำหรือเข้าสถานที่ถ่ายทุกข์นั้น ว่าอย่างไร?
คำตอบ :
اللّهُـمَّ إِنِّـي أَعُـوْذُ بِـكَ مِـنَ الْخُـبْثِ وَالْخَبائِثِ
คำอ่าน อัลลอฮุมมะ อินนี อะอูซุบิกะ มินัลคุบซี วัลเคาะบาอิซ
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากชัยฏอนมารร้ายทั้งเพศผู้และเพศเมีย” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 10 : ดุอาอ์ออกจากห้องน้ำ ว่าอย่างไร?
คำตอบ :
غُفْـرَانَكَ
คำอ่าน ฆุฟรอนะกะ
ความหมาย “ฉันขอการให้อภัยจากพระองค์” รายงานโดย อบูดาวุดและอัตติรมิซีย์
คำถามที่ 11 : ก่อนอาบน้ำละหมาดท่านจะกล่าวว่าอย่างไร?
คำตอบ :
بِسْمِ اللهِ
คำอ่าน บิสมิลลาฮ์
ความหมาย “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์” บันทึกโดย อบูดาวูด และคนอื่นๆ
คำถามที่ 12 : หลังจากอาบน้ำละหมาดเสร็จมีดุอาอ์ว่าอย่างไร?
คำตอบ : أَشْهدُ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ وَحْدَهُ لاَ شَريْكَ لَهُ، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُوْلًه
คำอ่าน อัชฮะดุ อัลลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮุ วะดะฮุ ลาชะรีกาละฮฺ วะอัชฮะดุ อันนา มุหัมมะดัน อับดุฮู วะเราะสูลุฮุ
ความหมาย “ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใด ๆ สำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดเป็นบ่าวและเป็นศาสนทูตของพระองค์” รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 13 : ดุอาอ์ขณะออกจากบ้านว่าอย่างไร?
คำตอบ :
بِسْمِ اللَّهِ تَوَكَّلْتُ عَلَى اللَّهِ لَا حَوْلَ وَلَا قُوَّةَ إِلَّا بِاللهِ
คำอ่าน บิสมิลลาฮิ ตะวักกัลตุ อะลัลลอฮิ ลาเหาละ วะลา กูวะตะ อิลลาบิลลาฮ
ความหมาย “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ฉันขอมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ไม่มีอำนาจและกำลังอันใดนอกจากมาจากพระองค์” รายงานโดย อบูดาวูดและอัต-ติรมิซีย์
คำถามที่ 14 : ดุอาอ์ขณะเข้าบ้านว่าอย่างไร?
คำตอบ :
بِسْمِ اللَّهِ وَلَجْنَا وَبِسْمِ اللَّهِ خَرَجْنَا وَعَلَى اللَّهِ رَبِّنَا تَوَكَّلْنَا
คำอ่าน บิสมิลลาฮิ วะลัจญนา วะบิสมิลลาฮิ คอร็อจญนา วะอะลัลลอฮิ ร็อบบะนา ตะวักกัลนา
ความหมาย “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์เราได้เข้า (ที่พำนัก) และด้วยพระนามของอัลลอฮ์เราได้ออก (จากที่พำนัก) และต่ออัลลอฮ์เท่านั้น โอ้พระเจ้าของเรา เราขอมอบหมาย”
หลังจากนั้นก็ให้กล่าวสลามแก่สมาชิกในครอบครัวของเขา รายงานโดย อบูดาวูด
คำถามที่ 15 : ดุอาอ์เวลาเข้ามัสยิดว่าอย่างไร?
คำตอบ :
اللّهُـمَّ افْتَـحْ لِي أَبْوَابَ رَحْمَتـِكَ
คำอ่าน อัลลอฮุมมัฟตะหฺลียฺ อับวาบะ เราะหฺมะติกา
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ โปรดเปิดประตูแห่งความเมตตาของพระองค์ให้แก่ฉันด้วยเถิด” รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 16 : ดุอาอ์เวลาออกจากมัสยิดว่าอย่างไร?
คำตอบ :
اللّهُـمَّ إِنّـي أَسْأَلُكَ مِـنْ فَضْـلِكَ
คำอ่าน อัลลอฮุมมะ อินนียฺ อัสอะลุกะ มินฟัฏลิกะ
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอต่อพระองค์ซึ่งส่วนหนึ่งของโปรดปรานของพระองค์ด้วยเถิด” รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 17 : ท่านจะกล่าวอย่างไร เมื่อได้ยินเสียงอะซาน?
คำตอบ : ฉันจะกล่าวว่าเหมือนกับผู้ที่อะซานกล่าวทั้งหมดยกเว้น
حي على الصلاة و حي على الفلاح
คำอ่าน หัยยะ อะลัศศอลาฮฺ” และ “หัยยะ อะลัลฟะลาหฺ
ความหมาย “จงมาสู่การละหมาดกันเถิด” และ “จงมาสู่ชัยชนะกันเถิด”
ฉันจะกล่าวว่า
لَا حَوْلَ وَلَا قُوَّةَ إِلَّا بِاللهِ
คำอ่าน “ลาเหาละ วะลา กูวะตะ อิลลาบิลลาฮ”
ความหมาย “ไม่มีอำนาจและกำลังอันใดนอกจากมาจากพระองค์” บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 18 : หลังจากอะซานจบท่านจะกล่าวว่าอย่างไร?
คำตอบ : "กล่าวศอละวาตแด่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม" บันทึกโดย มุสลิม
หลังจากนั้นจะกล่าวว่า: اللَّهُمَّ رَبَّ هَذِهِ الدَّعْوَةِ التَّامَّةِ وَالصَّلاةِ الْقَائِمَةِ آتِ مُحَمَّداً الْوَسِيْلَةَ وَالْفَضِيْلَةَ وَابْعَثْهُ مَقَامًا مَحْمُوداً الَّذِي وَعَدْتَهُ
คำอ่าน อัลลอฮุมมะ ร็อบบะฮาซิฮิด ดะอฺวะติดตามมะ วัศศอลาติลกออิมะ อาตีมุหัมมะดะนิล วะสีละฮฺ วัลฟาฏีละฮฺ วับอัษฮุ มะกอมัน มะหฺมูดะนิลละซี วะอัตตะ
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของคำเรียกร้องเชิญชวนอันสมบูรณ์นี้ และของการละหมาดที่จะดำรงต่อไป โปรดประทานให้แก่ท่านนบีมุหัมมัดอัลวะสีละฮ์ (ความใกล้ชิด-สิทธิ์ในการขอให้เริ่มไต่สวนในวันกิยามะฮ์) และโปรดฟื้นคืนชีพให้ท่านขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับการสรรเสริญตามที่พระองค์ได้ทรงสัญญากับท่านเอาไว้” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์
และการขอดุอาอ์ระหว่างอะซานกับอิกอมะฮ์ เป็นช่วงเวลาที่ดุอาอ์จะถูกตอบรับ
คำถามที่ 19 : ท่านจะกล่าวบทรำลึก(อัซการ)ตอนเช้าและตอนเย็นว่าอย่างไร?
1. อ่านอายะฮ์อัลกุรซีย์: اللَّهُ لَا إِلَهَ إِلَّا هُوَ الْحَيُّ الْقَيُّومُ لَا تَأْخُذُهُ سِنَةٌ وَلَا نَوْمٌ لَهُ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الْأَرْضِ مَنْ ذَا الَّذِي يَشْفَعُ عِنْدَهُ إِلَّا بِإِذْنِهِ يَعْلَمُ مَا بَيْنَ أَيْدِيهِمْ وَمَا خَلْفَهُمْ وَلَا يُحِيطُونَ بِشَيْءٍ مِنْ عِلْمِهِ إِلَّا بِمَا شَاءَ وَسِعَ كُرْسِيُّهُ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ وَلَا يَئُودُهُ حِفْظُهُمَا وَهُوَ الْعَلِيُّ الْعَظِيمُ
คำอ่าน : อัลลอฮุลาอิลาฮา อิลลาฮุวัลหัยยุลก็อยยูม ลาตะคุซุฮูสินะตูวะลาเนาวมฺ ละฮุมาฟิสสะมาวาตีวะมาฟิลอัรฏฺ มันซัลละซียัซฟะอูอินดะฮุ อิลลาบิอิซนิฮฺ ยะอฺละมูมาบัยนะอัยดีฮิม วะมาค็อลฟะฮุม วะลายูหีตุนะบิชัยอิมมินอิลมิฮี อิลลาบิมาชาอฺ วะสิอะกุรสียุอุสสะมาวาติวัลอัรฏฺ วะลายะอูดูฮุหิฟซูฮูมา วะฮุวัลอะลียุลอะซีม
ความหมาย “อัลลอฮ์นั้นคือไม่มีผู้ที่เป็นที่เคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงมีชีวิต ผู้ทรงบริหารกิจการทั้งหลาย โดยที่การง่วงนอนและการนอนหลับใด ๆ จะไม่เอาพระองค์ สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นของพระองค์ ใครเล่าคือผู้ที่จะขอความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่น ณ ที่พระองค์ได้ นอกจากด้วยอนุมัติของพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขา และพวกเขาจะไม่ล้อมสิ่งใดจากความรู้ของพระองค์ไว้ได้ นอกจากสิ่งที่พระองค์ประสงค์เท่านั้น เก้าอี้พระองค์นั้นกว้างขวางทั่วชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และการรักษามันทั้งสองก็ไม่เป็นภาระหนักแก่พระองค์ และพระองค์นั้นคือผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 255)
2. และอ่าน: بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَـٰنِ ٱلرَّحِيمِ
* قُلْ هُوَ اللَّهُ أَحَدٌ* اللَّهُ الصَّمَدُ* لَمْ يَلِدْ وَلَمْ يُولَدْ* وَلَمْ يَكُنْ لَهُ كُفُوًا أَحَدٌ
คำอ่าน : บิสมิลลา ฮิรเราะหฺมา นิรเราะหีม กุลฮุวัลลอฮุอะหัด อัลลอฮุศศอมัด ลัมยะลิด วะลัมยูลัด วะลัมยะกุลละฮุ กุฟุวันอะหัด ความว่า “จงกล่าวเถิดมุหัมมัด พระองค์คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ 1 อัลลอฮ์นั้นทรงเป็นที่พึ่ง 2 พระองค์ไม่ประสูติและไม่ทรงถูกประสูติ 3 และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์ 4” (อัลอิคลาศ : 1-4) อ่าน 3 ครั้ง
بسم الله الرحمن الرحيم
قُلْ أَعُوذُ بِرَبِّ الْفَلَقِ* مِنْ شَرِّ مَا خَلَقَ* وَمِنْ شَرِّ غَاسِقٍ إِذَا وَقَبَ* وَمِنْ شَرِّ النَّفَّاثَاتِ فِي الْعُقَدِ * وَمِنْ شَرِّ حَاسِدٍ إِذَا حَسَدَ
คำอ่าน : บิสมิลลา ฮิรเราะหฺมา นิรเราะหีม กุลอะอูสุบิร็อบบิลฟะลัก มินชัรริมาเคาะลัก วะมินชัรริฆอ สิกิน อิสาวะก็อบ วะมินชัรรินนัฟฟา ษาติฟิลอุก็อด วะมินชัรริหาสิดิน อิสาหะสัด ความว่า “จงกล่าวเถิดมุหัมมัด ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งรุ่งอรุณ 1 ให้พ้นจากความชั่วร้ายที่พระองค์ได้ทรงบันดาลขึ้น 2 และจากความชั่วร้ายแห่งความมืดของเวลากลางคืนเมื่อมันแผ่คลุม 3 และจากความชั่วร้ายของบรรดาผู้เสกเป่าในปมเงื่อน 4 และจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาเมื่อเขาอิจฉา 5” (อัลฟะลัก : 1-5) อ่าน 3 ครั้ง
بسم الله الرحمن الرحيم
قُلْ أَعُوذُ بِرَبِّ النَّاسِ * مَلِكِ النَّاسِ * إِلَهِ النَّاسِ * مِن شَرِّ الْوَسْوَاسِ الْخَنَّاسِ * الَّذِي يُوَسْوِسُ فِي صُدُورِ النَّاسِ * مِنَ الْجِنَّةِ وَ النَّاسِ
คำอ่าน : บิสมิลลา ฮิรเราะหฺมา นิรเราะหีม กุลอะอูซุ บิร๊อบบินนาส มาลิกินนาส อิลาฮินนาส มินชัรริลวัสวาซิล ค็อนนาส อัลละซียุวัสวิสุ ฟีศุดูรินนาส มินัลญินนะติ วันนาส ความว่า “จงกล่าวเถิดมุหัมมัด ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งมนุษยชาติ 1 ผู้ทรงอำนาจแห่งมนุษยชาติ 2 พระเป็นเจ้าแห่งมนุษยชาติ 3 ให้พ้นจากความชั่วร้ายของผู้กระซิบกระซาบที่หลอกล่อ 4 ที่กระซิบกระซาบในหัวอกของมนุษย์ 5 จากหมู่ญินและมนุษย์ 6” (อันนาส : 1-6) อ่าน 3 ครั้ง
3. อ่าน
اللّهـمَّ أَنْتَ رَبِّـي لا إلهَ إلاّ أَنْتَ خَلَقْتَنـي وَأَنا عَبْـدُك وَأَنا عَلـى عَهْـدِكَ وَوَعْـدِكَ ما اسْتَـطَعْـت أَعـوذُبِكَ مِنْ شَـرِّ ما صَنَـعْت أَبـوءُ لَـكَ بِنِعْـمَتِـكَ عَلَـيَّ وَأَبـوءُ بِذَنْـبي فَاغْفـِرْ لي فَإِنَّـهُ لا يَغْـفِرُ الذُّنـوبَ إِلاّ أَنْتَ
คำอ่าน : อัลลอฮุมมะ อันตะร็อบบี ลาอิลาฮะ อิลลาอันตะ คอลักตะนี วะอะนาอับดุกะ วะอะนาอะลาอะฮฺดิกะ วะวะอฺดิกะ มัสตะเฏาะตู อะอูซุบิกะ มินชัรริมาศอนะตู อะบูอุละกะ บิเนี๊ยะมะติกะ อะลัยยา วะอะบูอุ บิซัมบี ฟัฆฟิรลี ฟะอินนะฮู ลายัฆฟิรุซซุนูบะ อิลลาอันตา
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ พระองค์ท่านคือพระเจ้าของข้าพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และข้าพระองค์เป็นบ่าวของพระองค์ ข้าพระองค์อยู่ภายใต้ข้อตกลงและคำมั่นสัญญาของพระองค์เท่าที่ข้าพระองค์สามารถกระทำได้ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ ให้พ้นจากความชั่วร้ายที่ข้าพระองค์ได้กระทำไว้ ข้าพระองค์ขอสารภาพต่อพระองค์ในความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อข้าพระองค์ และขอสารภาพในความผิดของข้าพระองค์ ดังนั้นขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่ข้าพระองค์ เพราะแท้จริงไม่มีผู้ใดจะอภัยโทษในความผิดทั้งมวลให้แก่ข้าพระองค์ได้ นอกจากพระองค์ท่านเท่านั้น” รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
คำถามที่ 20 : ขณะจะนอนหลับ กล่าวว่าอย่างไร?
คำตอบ :
بِاسْـمِكَ اللّهُـمَّ أَمـُوْتُ وَأَحْـيَا
คำอ่าน: บิสมิกัลลอฮุมมะ อะมูตู วะอะหฺยา
ความหมาย “ด้วยพระนามของพระองค์ โอ้อัลลอฮ์ซึ่งฉันตายและฉันเป็น” บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 21 : ก่อนจะรับประทานอาหาร กล่าวว่าอย่างไร?
คำตอบ :
بِسْمِ اللهِ
คำอ่าน บิสมิลลาฮ์
ความหมาย “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์” หากลืมกล่าวในช่วงแรกของการรับประทาน ให้กล่าวว่า: بِسْمِ اللهِ أَوَّلَهُ وَآخِرَهُ
คำอ่าน บิสมิลลาฮิ เอาวะละฮุ วะอาคิรอฮุ
ความหมาย “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ทั้งที่แรกและที่สุดท้ายล้วนเป็นของพระองค์” รายงานโดย อบูดาวูดและอัต-ติรมิซีย์
คำถามที่ 22 : หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ กล่าวว่าอย่างไร?
คำตอบ :
الْحَمْدُ لِلَّهِ الَّذِي أَطْعَمَنِي هَذَا وَرَزَقَنِيهِ مِنْ غَيْرِ حَوْلٍ مِنِّي وَلَا قُوَّةٍ
คำอ่าน: อัลหัมดุลิลลาฮิลละซียฺ อัฏอะมะนีฮะซา วะรอซะกอนีฮิ มินฆ็อยริ เหาลิมมินนี วะลากูวะติน
ความหมาย “การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงให้สิ่งนี้เป็นอาหารแก่ฉัน และให้มันเป็นปัจจัยยังชีพฉัน โดยปราศจากอำนาจหรือพลังใด ๆ จากฉันเลย” รายงานโดย อบูดาวุดและอิบนุมาญะฮ์ และคนอื่นๆ
คำถามที่ 23 : แขกจะกล่าวดุอาอ์ให้แก่ผู้ที่เลี้ยงอาหารว่าอย่างไร?
คำตอบ :
اللَّهُمَّ بَارِكْ لَهُمْ فِيمَا رَزَقْتَهُمْ وَاغْفِرْ لَهُمْ وَارْحَمْهُمْ
คำอ่าน: อัลลอฮุมมะ บาริกละฮุม ฟีมารอซักตะฮุม วัฆฺฟิรฺละฮุม วัรฺหัมฮุม
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ โปรดประทานความจำเริญแก่พวกเขาในสิ่งที่พระองค์ทรงให้เป็นปัจจัยแก่พวกเขา และโปรดอภัยโทษให้พวกเขา และโปรดทรงเมตตาพวกเขาด้วยเถิด” รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 24 : เมื่อจามจะกล่าวดุอาอ์ว่าอย่างไร?
คำตอบ :
الْحَمْدُ لِلَّهِ
คำอ่าน: อัลหัมดุลิลลาฮ์
ความหมาย “การสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์” ผู้ที่ได้ยินคนจามแล้วกล่าวว่าอัลหัมดุลิลลาฮ์ ให้กล่าวว่า:
يَرْحَمُك اللهُ
คำอ่าน: ยัรหะมุกัลลอฮ์
ความหมาย “ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่านด้วย” เมื่อผู้จามได้ยินผู้อื่นกล่าวว่ายัรหะมุกัลลอฮ์ ให้กล่าวว่า:
يَهْدِيْكُمُ اللهُ وَيُصْلِحُ بَالَكُمْ
คำอ่าน: ยะฮฺดีกุมุลลอฮฺ วะยุศลิหุ บาละกุม
ความหมาย “ขออัลลอฮ์ทรงชี้ทางแก่ท่าน และให้สภาพของท่านดีขึ้น” บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์
คำถามที่ 25 : เมื่อเสร็จสิ้นจากการประชุม กล่าวดุอาอ์ "กัฟฟาเราะฮ์มัจญลิส" ว่าอย่างไร?
คำตอบ :
سُبْحَانَكَ اللَّهُمَّ وَبِحَمْدِكَ أَشْهَدُ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلَّا أَنْتَ أَسْتَغْفِرُكَ وَأَتْوبُ إِلَيْكَ
คำอ่าน: สุบหานะกัลลอฮุมมะ วะบิหัมดิกะ อัชฮะดุ อันลาอิลาฮะ อิลลาอันตะ อัสตัฆฟิรุกะ วะอะตูบูอิลัยกะ
ความหมาย “มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์ โอ้อัลลอฮ์ และกับการสรรเสริญของพระองค์ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ฉันขอการอภัยโทษจากพระองค์ และฉันขอกลับตัวสู่พระองค์” รายงานโดย อบูดาวุดและติรมิซีย์ และคนอื่นๆ
คำถามที่ 26 : ดุอาอ์ขับขี่ยานพาหนะว่าอย่างไร?
คำตอบ :
بِسْمِ اللهِ والْحَمْدُ لِلَّهِ سُبْحَانَ الَّذِي سَخَّرَ لَنَا هَذَا وَمَا كُنَّا لَهُ مُقْرِنِينَ وَإِنَّا إِلَى رَبِّنَا لَمُنقَلِبُونَ ، الْحَمْدُ لِلَّهِ الْحَمْدُ لِلَّهِ الْحَمْدُ لِلَّهِ ، اللَّهُ أَكْبَرُ اللَّهُ أَكْبَرُ اللَّهُ أَكْبَرُ ، سُبْحَانَكَ اللَّهُمَّ إِنِّي ظَلَمْتُ نَفْسِى فَاغْفِرْ لِي فَإِنَّهُ لاَ يَغْفِرُ الذُّنُوبَ إِلاَّ أَنْتَ
คำอ่าน: บิสมิลลาฮิ วัลหัมดุลิลลาฮิ สุบฮานัลละซียฺ สัคคอรอละนาฮะซา วะมากุนนาละฮุ มุกรินีน วะอินนาอิลาร็อบบินา ละมุนกอลิบูน อัลหัมดุลิลลาฮฺ อัลหัมดุลิลลาฮฺ อัลหัมดุลิลลาฮฺ อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร สุบหานะกัลลอฮุมมะ อินนียฺ เซาะลัมตุนัฟสียฺ ฟัฆฟิรลียฺ ฟะอินนะฮู ลายัฆฟิรุซซุนูบะ อิลลาอันตะ
ความหมาย “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงให้พาหนะนี้เป็นความสะดวกแก่เรา และเรานั้นไม่สามารถจะควบคุมมันได้ และแท้จริงเราจะต้องเป็นผู้กลับไปสู่พระเจ้าของเราอย่างแน่นอน การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงบริสุทธิ์ยิ่ง โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันนี้ได้อธรรมต่อตัวเอง ดังนั้นขอโปรดทรงยกโทษให้กับฉันเถิด เพราะแท้จริงแล้วไม่มีผู้ใดสามารถจะยกโทษได้นอกจากพระองค์” รายงานโดย อบูดาวูดและอัต-ติรมิซีย์
คำถามที่ 27 : จงบอกดุอาอ์เมื่อมีการเดินทาง?
คำตอบ :
اللَّهُ أَكْبَرُ اللَّهُ أَكْبَرُ اللَّهُ أَكْبَرُ ، سُبْحَانَ الَّذِي سَخَّرَ لَنَا هَذَا وَمَا كُنَّا لَهُ مُقْرنِيْنَ وَإِنَّا إِلَى رَبِّنَا لَمُنقَلِبُونَ. اللَّهُمَّ إِنَّا نَسْأَلُكَ فِي سَفَرِنَا هَذَا الْبِرَّ وَالتَّقْوَى وَمِنَ العَمَلِ مَا تَرْضَى. اللَّهُمَّ هَوِّنْ عَلَيْنَا سَفَرَنَا هَذَا وَاطْوِ عَنَّا بُعْدَهُ اللَّهُمَّ أَنْتَ الصَّاحِبُ في السَّفَرِ وَالخَلِيفَةُ فِي الأهْلِ. اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ وُعَثَاءِ السَّفَرِ وَكَآبَّةِ الْمَنْظَرِ وَسُوءِ الْمُنْقلَبِ فِي الْمَالِ وَاْلأَهْلِ
คำอ่าน อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร สุบหานัลละซียฺ สัคคอรอละนาฮะซา วะมากุนนาละฮูมุกรินีน วะอินนาอิลาร็อบบินา ละมุงกอลิบูน อัลลอฮุมมะ อินนานัสอะลุกะ ฟีสะฟะรินา ฮาซัลบิรฺรอ วัตตักวา วะมินัลอะมะลีมาตัรฺฏอ อัลลอฮุมมะเฮาวินอะลัยนา สะฟะรอนาฮะซา วัตวิอันนาบุอฺดะฮฺ อัลลอฮุมมะ อันตัศศอฮิบุ ฟิสสะฟัรฺ วัลคอลีฟะตุฟิลอะฺฮฺลิ อัลลอฮุมมะ อินนี อะอูซุบิกะ มินวุอาซาอิสสะฟัรฺ วะกะอาบบะติลมันศ็อรฺ วะซูอิลมุงกอลับ ฟิลมาลี วัลอะฮฺลี
ความหมาย “อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงให้พาหนะนี้เป็นความสะดวกแก่เรา และเรานั้นไม่สามารถจะควบคุมมันได้ และแท้จริงเราจะต้องเป็นผู้กลับไปสู่พระเจ้าของเราอย่างแน่นอน โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอต่อพระองค์ให้การเดินทางครั้งนี้มีความดี ความยำเกรง และให้มีการงานที่พระองค์ทรงพอพระทัย โอ้อัลลอฮ์โปรดให้ความสะดวกแก่เราในการเดินทางครั้งนี้ และโปรดม้วนความไกลของมัน (ให้ใกล้ขึ้น) โอ้อัลลอฮ์พระองค์โปรดทรงเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง และโปรดทรงเป็นผู้ดูแลครอบครัว (เบื้องหลัง) โอ้อัลลอฮ์ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความตรากตรำของการเดินทาง และสภาพที่เลวร้าย และให้พ้นจากการที่ต้องกลับไปพบสิ่งเลวร้ายเกิดอันแก่ทรัพย์สิน ครอบครัว”
และเมื่อเดินทางกลับให้กล่าวเหมือนเดิม โดยกล่าวเพิ่มว่า: آيِبُونَ تَائِبُونَ عَابِدُونَ لِرَبِّنَا حَامِدُونَ
คำอ่าน อายิบูน ตาอิบูน อาบิดูน ลิร็อบบินา หามิดูน
ความหมาย “เรากลับมาแล้ว เราขออภัยโทษแล้ว เราเป็นผู้อ่อนน้อมแล้ว เราเป็นผู้กล่าวสรรเสริญต่อพระผู้อภิบาลของเราแล้ว” บันทึกโดย มุสลิม
คำถามที่ 28 : ดุอาอ์คนเดินทางกล่าวให้กับคนที่อยู่บ้านว่าอย่างไร?
คำตอบ :
أَسْتَوْدِعُكم اللَّهَ الَّذِى لاَ يُضِيعُ وَدَائِعَهُ
คำอ่าน: อัสเตาดิอุกุมุลลอฮฺ อัลละซี ลายุฏีอุ วะดาอิอะฮุ
ความหมาย “ของฝากท่านให้กับอัลลอฮ์ ผู้ทรงไม่ละเลยต่อของที่ถูกฝากไว้” รายงานโดย อะห์มัดและอิบนุมาญะฮ์
คำถามที่ 29 : ดุอาอ์คนอยู่บ้านกล่าวให้กับคนเดินทางว่าอย่างไร?
คำตอบ :
أَسْتَوْدِعُ اللَّهَ دِينَكَ وَأَمَانَتَكَ وَخَوَاتِيمَ عَمَلِكَ
คำอ่าน: อัสเตาดิอุลลอฮฺ ดีนะกะ วะอะมานะตะกา วะกอวาตีมะ อะมะลิกา
ความหมาย “ขอฝากศาสนา ความรับผิดชอบ และผลสุดท้ายของการงานของท่านให้กับอัลลอฮ์” รายงานโดย อะห์มัดและอัตติรมิซีย์
คำถามที่ 30 : ดุอาอ์ขณะเข้าตลาดว่าอย่างไร?
คำตอบ :
لاَ إِلَهَ إِلَّا اللهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيْكَ لَهُ ، لَهُ الْمُلْكُ وَلَهُ الْحَمْدُ يُحْيِي وَيُمِيْتُ وَ هُوَ حَيٌّ لَا يَمُوْتُ بِيَدِهِ الْخَيْرُ وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيْرٌ
คำอ่าน ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะหฺดะฮุ ลาชะรีกะละฮฺ ละฮุลมุลกุ วะละฮุลหัมดุ ยุหฺยี วะยุมีตุ วะฮุวาหัยยุน ลายะมูตุ บิยะดิฮิลค็อยรฺ วะฮุวาอะลากุลลีชัยอิงกอดีร
ความหมาย “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ องค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใด ๆ กับพระองค์ อำนาจการปกครองเป็นของพระองค์เท่านั้น และการสรรเสริญก็เป็นของพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงให้เป็น ให้ตาย สิ่งดีทั้งหลายอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงมีพลานุภาพเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง” บันทึกโดย อัตติรมีซีย์และอิบนุมาญะฮ์
คำถามที่ 31 : ดุอาอ์เมื่อมีอาการโกรธว่าอย่างไร?
คำตอบ :
أَعُوْذُ بِاللهِ مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ
คำอ่าน อะอูซุ บิลลาฮิ มินัช ชัยฏอนิรรอญีม”
ความหมาย “ฉันขอต่ออัลลอฮ์ช่วยคุ้มครองให้พ้นจากการล่อลวงของชัยฏอน” บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 32 : ท่านจะกล่าวว่าอย่างไรต่อผู้ที่ทำความดีงามต่อท่าน?
คำตอบ :
جَزَاكَ اللَّهُ خَيْرًا
คำอ่าน: ญะซากัลลอฮุ ก็อยร็อน
ความหมาย “ขออัลลอฮ์ทรงตอบแทนความดีแก่ท่าน” บันทึกโดย อัตติรมิซีย์
คำถามที่ 33 : ดุอาอ์เมื่อผู้ขับขี่พาหนะเหนื่อยล้ากล่าวว่าอย่างไร?
คำตอบ :
بِسْمِ اللهِ
คำอ่าน บิสมิลลาฮฺ
ความหมาย “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์” รายงานโดย อบูดาวูด
คำถามที่ 34 : เมื่อได้รับความสะดวกง่ายดาย กล่าวว่าอย่างไร?
คำตอบ :
الحَمْدُ لِلهِ الَّذِي بِنِعْمَتِهِ تَتِمُّ الصَّالِحَاتُ
คำอ่าน: อัลหัมดุลิลลาฮิลละซี บินิอฺมะติฮี ตะติมมุศศอลิหาตฺ
ความหมาย “การสรรเสริญทั้งหลายเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ซึ่งด้วยความโปรดปรานของพระองค์สิ่งดี ๆ ทั้งหลายจึงได้ครบถ้วน” รายงานโดย อัลหากิมและคนอื่นๆ
คำถามที่ 35 : เมื่อได้รับในสิ่งที่ไม่ชอบใจ กล่าวว่าอย่างไร?
คำตอบ :
الْحَمْدُ لِلهِ عَلى كُلِّ حَال
คำอ่าน: อัลหัมดุลิลลาฮฺ อะลากุลลิหาล
ความหมาย “การสรรเสริญทั้งหลายเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ในทุกสภาพการณ์” ศอเฮี๊ยะอัลญามิอ์
คำถามที่ 36 : วิธีการให้สลามและรับสลามว่าอย่างไร?
คำตอบ :
มุสลิมจะกล่าวว่า: السَّلامُ عَلَيْكُمْ وَرَحْـمَةُ الله وبركاته
คำอ่าน: อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะหฺมะตุลลอฮฺ วะบะรอกาตุฮฺ
ความหมาย “ขอความสันติสุข ความเมตตาของอัลลอฮ์ และสิริมงคลของพระองค์ประสบแด่ท่าน” และให้พี่น้องของเขารับว่า: وعَلَيْكُمْ وَرَحْـمَةُ الله وبركاته
คำอ่าน: วะอะลัยกุมุสสลาม วะเราะหฺมะตุลลอฮฺ วะบะรอกาตุฮฺ
ความหมาย “และขอความสันติสุข ความเมตตาของอัลลอฮ์ และสิริมงคลของพระองค์ประสบแด่ท่านเช่นกัน” อัตติรมิซีย์ อบูดาวุด และคนอื่นๆ
คำถามที่ 37 : ดุอาอ์เมื่อฝนตกว่าอย่างไร?
คำตอบ :
اللَّهُمَّ صَيِّبًا نَافِعًا
คำอ่าน: อัลลอฮุมมะ ศ็อยยิบัน นาฟิอัน
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ ขอให้พระองค์ทรงประทานฝนที่ยังประโยชน์” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์
คำถามที่ 38 : ดุอาอ์หลังจากฝนตกว่าอย่างไร?
คำตอบ :
مُطِرْنَا بِفَضْلِ اللَّهِ وَرَحْمَتِهِ
คำอ่าน: มุฏิรนา บิฟัฎลิลลาฮิ วะเราะหฺมะติฮิ
ความหมาย “เราได้รับน้ำฝนด้วยความโปรดปรานของอัลลอฮ์และความเมตตาของพระองค์” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำถามที่ 39 : ดุอาอ์เวลามีลมพายุว่าอย่างไร?
คำตอบ :
اللَّهُمَّ إِنِّي أَسْأَلُكَ خَيْرَهَا وَأَعُوْذُ بِكَ مِنْ شَرِّهَا
คำอ่าน: อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกะ ค็อยรอฮา วะอะอูซุบิกะ มินชัรฺริฮา
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงข้าพระองค์ขอความดีจากมัน และข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความชั่วของมัน” บันทึกโดย อบูดาวุดและอิบนุมาญะฮ์
คำถามที่ 40 : ดุอาอ์ยามได้ยินเสียงฟ้าร้อง ว่าอย่างไร?
คำตอบ :
سُبْحَانَ الَّذِي يُسَبِّحُ الرَّعْدُ بِحَمْدِهِ وَالْمَلاَئِكَةٌ مِنْ خِيْفَتِهِ
คำอ่าน: สุบหานัลละซี ยุสับบิหุรฺเราะดุ บิหัมดิฮี วัลมะลาอิกะตุ มินคีฟะติฮี
ความหมาย “มหาบริสุทธิ์แด่ผู้ที่ฟ้าร้องและบรรดามะลักได้แซ่ซ้องสรรเสริญพระองค์อันเนื่องจากความกลัวเกรงพระองค์” มุวัฏเฏาะมาลิก
คำถามที่ 41 : ดุอาอ์เมื่อเห็นคนที่ถูกทดสอบว่าอย่างไร?
คำตอบ :
الحَـمْدُ لِلهِ الَّذِي عَافَانِي مِـمَّا ابْتَلَاكَ بِـهِ وَفَضَّلَنِي عَلَى كَثِيرٍ مِـمَّنْ خَلَقَ تَفْضِيلاً
คำอ่าน อัลหัมดุลิลลาฮิลละซี อาฟานี มิมมับตะลากะบิฮี วะฟัฎเฎาะละนี อะลากะษีริมมิมมัน เคาะละเกาะตัฟฎีลา
ความหมาย “การสรรเสริญทั้งหลายเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ผู้ทรงโปรดให้ฉันปลอดภัยจากสิ่งที่ท่านถูกทดสอบ และทรงประทานความประเสริฐอย่างมากมายแก่ฉันเหนือผู้อื่นที่พระองค์ทรงสร้างมา” บันทึกโดย อัตติรมิซีย์
คำถามที่ 42 : ดุอาอ์สำหรับผู้เกรงว่าจะประสบเรื่องไม่ดีด้วยกับสายตาของเขา ว่าอย่างไร?
คำตอบ : ดังที่มีปรากฏในหะดีษ ที่ว่า: “เมื่อคนใดในพวกท่านเจอสิ่งที่ชอบในตัวของพี่น้องของเขา หรือในตัวเขาเอง หรือ ทรัพย์สินของเขา ก็จงขอดุอาอ์ให้เขาได้รับความจำเริญในสิ่งนั้น เพราะแน่นอนอัลอัยน์ (ดวงตาริษยา) นั้นเป็นเรื่องที่เป็นจริง” รายงานโดย อะห์มัด อิบนุมาญะฮ์ และคนอื่นๆ
คำถามที่ 43 : การเศาะละวาตแก่ท่านนบี กล่าวว่าอย่างไร?
คำตอบ :
اَللهم صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ، كَمَا صَلَّيْتَ عَلَى إِبْرَاهِيمَ وَعَلَى آلِ إِبْرَاهِيمَ، إِنَّكَ حَمِيدٌ مَجِيدٌ
اَللهم بَارِكْ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ، كَمَا بَارَكْتَ عَلَى إِبْرَاهِيمَ وَعَلَى آلِ إِبْرَاهِيمَ، إِنَّكَ حَمِيدٌ مَجِيدٌ
คำอ่าน: อัลลอฮุมมะ ศ็อลลิ อะลา มุหัมมัด วะอะลา อาลิ มุหัมมัด กะมา ศ็อลลัยตะ อะลา อิบรอฮีม วะอะลา อาลิ อิบรอฮีม อินนะกะ หะมีดุม มะญีด อัลลอฮุมมะ บาริก อะลา มุหัมมัด วะอะลา อาลิ มุหัมมัด กะมา บาร็อกตะ อะลา อิบรอฮีม วะอะลา อาลิ อิบรอฮีม อินนะกะ หะมีดุม มะญีด
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์โปรดให้พรแก่มุหัมมัด และให้แก่ลูกหลานของมุหัมมัด เหมือนกับที่พระองค์ได้ให้พรให้แก่อิบรอฮีม และให้แก่ลูกหลานของอิบรอฮีม พระองค์คือผู้ควรแก่การสรรเสริญ ผู้ทรงเกียรติ โอ้อัลลอฮ์ โปรดประทานความจำเริญแก่มุหัมมัด และให้แก่ลูกหลานของนบีมุหัมมัด เหมือนกับที่พระองค์ได้ประทานความจำเริญแก่อิบรอฮีม และให้แก่ลูกหลานของอิบรอฮีม พระองค์คือผู้ได้รับการสรรเสริญ ผู้ทรงเกียรติ” บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม
*******
หมวดทั่วไป26
คำถามที่ 1 : ข้อชี้ขาดทางศาสนบัญญัติ 5 ประการ มีอะไรบ้าง?
คำตอบ :
1. วาญิบ หมายถึง สิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติ
2. มุสตะหับบะฮ์ หมายถึง สิ่งที่ส่งเสริมให้ปฏิบัติ
3. หะรอม หมายถึง สิ่งที่ห้ามปฏิบัติ
4. มักรูฮ์ หมายถึง สิ่งที่น่ารังเกียจ
5. มุบาห์ หมายถึง สิ่งที่อนุมัติให้ปฏิบัติได้
คำถามที่ 2 : จงอธิบายข้อชี้ขาดทางศาสนบัญญัติ 5 ประการ?
1. วาญิบคือ สิ่งจำเป็นต้องปฏิบัติ อาทิเช่น การละหมาด 5 เวลา การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และการทำดีต่อพ่อแม่ เป็นต้น
- วาญิบ คนที่ปฏิบัติจะได้รับภาคผลบุญ ส่วนคนที่ละทิ้งจะต้องรับโทษ
2. มุสตะหับบะฮ์ คือสิ่งที่ส่งเสริมให้ปฏิบัติ อาทิเช่น การละหมาดสุนนะฮ์ต่าง ๆ การละหมาดในยามค่ำคืน การเลี้ยงอาหาร การให้สลาม เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สุนนะฮ์หรือมันดูบ เป็นต้น
- มุสตะหับบะฮ์ คนที่ปฏิบัติจะได้รับภาคผลบุญ ส่วนคนที่ละทิ้งก็ไม่ต้องรับโทษ
ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้:
สมควรที่มุสลิมเมื่อได้ยินว่ากิจการใดเป็นสุนนะฮ์หรือเป็นที่ส่งเสริมให้ปฏิบัติ ก็ให้เขารีบเร่งกระทำมัน และยึดเอาแบบอย่างจากท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
3. หะรอม คือสิ่งที่ห้ามปฏิบัติ อาทิเช่น การดื่มสุรา การอกกตัญญูต่อพ่อแม่ และการตัดสัมพันธ์เครือญาติ เป็นต้น
- หะรอม ผู้ละทิ้งจะได้รับภาคผลบุญ ส่วนผู้ที่กระทำจะต้องรับโทษ
4. มักรูฮ์ คือสิ่งที่น่ารังเกียจ อาทิ การรับหรือการให้ด้วยมือซ้าย และการพับแขนเสื้อในละหมาด เป็นต้น
- มักรูฮ์ ผู้ละทิ้งจะได้รับภาคผลบุญ ส่วนผู้ที่กระทำจะไม่มีความผิด
5. มุบาห์ คือสิ่งที่อนุมัติให้ปฏิบัติได้ อาทิเช่น การรับประทานแอปเปิ้ล การดื่มชา เรียกอีกชื่อว่า ญาอิซ และหะลาลเป็นต้น
- มุบาห์ ผู้ละทิ้งจะไม่ได้รับภาคผลบุญ ส่วนผู้ที่กระทำก็จะไม่ต้องรับโทษแต่อย่างใด
คำถามที่ 3 : ข้อชี้ขาดของการค้าขายและการปฏิสัมพันธ์ว่าอย่างไร?
คำตอบ : หลักการเดิมของทุกการค้าขายและการปฏิสัมพันธ์เป็นที่อนุญาตยกเว้นบางประเภทเท่านั้นที่อัลลอฮ์ทรงห้าม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และอัลลอฮ์ทรงอนุมัติการค้าขาย และทรงห้ามการเอาดอกเบี้ย” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 275)
คำถามที่ 4 : จงบอกประเภทของการปฏิสัมพันธ์และการค้าขายที่เป็นที่ต้องห้าม?
คำตอบ :
1. การคดโกง ส่วนหนึ่งคือการปกปิดข้อตำหนิของสินค้า
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ แท้จริงท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เดินผ่านกองอาหาร แล้วท่านได้สอดมือเข้าไปในกองนั้น ปรากฏว่าเปียกชื้น ท่านกล่าวว่า มันคืออะไรกันนี้? คนขายกล่าวว่า: มันถูกน้ำฝนโอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ท่านจึงกล่าวว่า: "ทำไมท่านไม่เอามันมาไว้ข้างบนเพื่อคนได้เห็น ผู้ที่คดโกงไม่ใช่พวกของฉัน” รายงานโดย มุสลิม
2. ระบบดอกเบี้ย ตัวอย่าง ให้ยืมเงินไป 1,000 บาท เวลาจะใช้คืนต้องจ่าย 2,000 บาท
เงินส่วนต่างคือดอกเบี้ย ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า“และอัลลอฮ์ทรงอนุมัติการค้าขาย และทรงห้ามการเอาดอกเบี้ย” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 275)
3. การขายที่ไม่มีความชัดเจน อาทิ ฉันจะขายนมที่อยู่ในแพะ ที่ยังไม่รีดออกมา หรือขายปลาที่ยังอยู่ในน้ำ ที่ยังไม่ได้จับมันขึ้นมา
ดังที่มีปรากฏในหะดีษ ที่ว่า: “ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามการขายที่ไม่มีความชัดเจน” รายงานโดย มุสลิม
คำถามที่ 5 : จงบอกความโปรดปรานบางประการที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้กับท่าน?
คำตอบ :
1. ความโปรดปรานที่ได้รับอิสลาม โดยที่ท่านไม่ได้เป็นคนหนึ่งจากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา
2. ความโปรดปรานที่ได้ปฏิบัติตามสุนนะฮ์ โดยที่ท่านไม่ได้เป็นหนึ่งจากบุคคลที่ทำอุตริกรรม ิ ิ ิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิ
3. ความโปรดปรานที่มีสุขภาพดี ส่วนหนึ่งคือการมีหู ตา การเดิน และรวมถึงอวัยวะส่วนอื่น ๆ สมบูรณ์ครบถ้วน
4. ความโปรดปรานด้านอาหาร เครื่องดื่ม และเสื้อผ้าอาภรณ์
และความโปรดปรานต่าง ๆ อีกมากมายที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้กับพวกเรา ซึ่งไม่สามารถนับคำนวณได้
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และหากพวกเจ้าจะนับความโปรดปรานของอัลลอฮ์ พวกเจ้าก็ไม่สามารถจะคำนวณมันได้ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาอย่างแน่นอน” (อัลนะห์ลุ : 18)
คำถามที่ 6 : หน้าที่ที่มีต่อความโปรดปรานคืออะไร? และท่านจะขอบคุณต่อความโปรดปรานเหล่านั้นอย่างไร?
คำตอบ : หน้าที่จำเป็นคือการสรรเสริญอัลลอฮ์และกล่าวคำสรรเสริญพระองค์ออกเป็นคำพูด และตระหนักว่าความโปรดปรานทั้งหมดย่อมเป็นของพระองค์เพียงผู้เดียว และใช้ความโปรดปรานเหล่านี้ในสิ่งที่ทำให้อัลลอฮ์พอพระทัย ไม่ใช่ในการฝ่าฝืนพระองค์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "ดังนั้นพวกเราจงรำลึกถึงข้าเถิด ข้าก็จะรำลึกถึงพวกเจ้า และจงขอบคุณข้าเถิด และจงอย่าเนรคุณต่อข้าเลย" [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 152]
คำถามที่ 7 : วันตรุษของบรรดามุสลิมมีอะไรบ้าง?
คำตอบ : วันตรุษอีดิลฟิฏรีและอีดิลอัฏฮา ดังที่ได้กล่าวไว้ในหะดีษของอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เมื่อท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เดินทางมาถึงนครมะดีนะฮ์ ชาวเมืองนั้นมีวันสองวันที่พวกเขาได้มีการละเล่นรื่นเริงกัน ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงถามว่า : “ทั้งสองวันนี้คือวันอะไร ?” พวกเขาตอบว่า : พวกเราได้มีการละเล่นในวันทั้งสองนี้ในสมัยยุคญาฮิลียะฮ์ (ยุคป่าเถื่อนก่อนอิสลาม) ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า : “แท้จริงอัลลอฮ์ทรง(กำหนด)แทนให้แก่พวกท่านสองวันที่มีความดีงามกว่าวันทั้งสองนั้น คือ วันอีดิลอัฎฮาและวันอีดิลฟิตริ" รายงานโดย อบูดาวูด
วันตรุษอื่นๆ ทั้งหมดถือเป็นการอุตริขึ้นทั้งสิ้น
คำถามที่ 8 : เดือนที่ประเสริฐที่สุดคือเดือนอะไร?
คำตอบ : คือเดือนเราะมะฎอน
คำถามที่ 9 : วันที่ประเสริฐที่สุดในรอบสัปดาห์คือวันอะไร?
คำตอบ : คือวันศุกร์
คำถามที่ 10 : วันที่ประเสริฐที่สุดในรอบปีคือวันอะไร?
คำตอบ : คือวันที่อีดิลอัฎฮา และมีการกล่าวว่าคือวันอะรอฟะฮ์
คำถามที่ 11 : ค่ำคืนที่ประเสริฐที่สุดในรอบปีคือค่ำคืนอะไร?
คำตอบ : คือค่ำคืนลัยละตุลก็อดร์
คำถามที่ 12 : เมื่อพบเห็นผู้หญิงที่สามารถแต่งงานได้ ต้องทำอย่างไร?
คำตอบ : จำเป็นจะต้องลดสายตาให้ต่ำลง อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “จงกล่าวเถิด(มุหัมมัด)แก่บรรดาผู้ศรัทธาชาย ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาต่ำลง” (อันนูร : 30)
คำถามที่ 13 : ศัตรูของมนุษย์มีใครบ้าง?
คำตอบ :
1. จิตใจที่ถูกครอบงำด้วยความชั่ว คือการมนุษย์ทำตามอารมณ์ที่ชื่นชอบไปในการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “แท้จริงจิตใจนั้นถูกครอบงำไว้ด้วยความชั่วนอกจากที่พระเจ้าของฉันทรงเมตตา แท้จริงพระเจ้าของฉันเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (ยูซุฟ : 53)
2. ชัยฎอนมารร้าย เป็นศัตรูของลูกหลานอาดัม มันมีเป้าหมายทำให้มนุษย์หลงผิด ทำให้เกิดความรวนเรในความชั่วร้าย และนำเขาไปสู่ขุมนรก อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และจงอย่าตามบรรดาก้าวเดินของชัยฏอน แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 168)
3. เพื่อนที่ไม่ดี: ผู้ที่ส่งเสริมความชั่วและออกห่างจากความดี อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า "ในวันนั้นบรรดามิตรสหายจะเป็นศัตรูกัน นอกจากบรรดาผู้ยำเกรง (อัลลอฮ์)" (อัช-ซุครุฟ : 67)
คำถามที่ 14 : การกลับเนื้อกลับตัว (เตาบะฮ์) คืออะไร?
คำตอบ : เตาบะฮ์ คือ การกลับตัวจากการฝ่าฝืนอัลลอฮ์ไปสู่การเคารพภักดีต่อพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และแท้จริง ข้าเป็นผู้อภัยอย่างมากมาแก่ผู้กลับตัวและศรัทธา และประกอบความดีแล้วยึดมั่นอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง” (ฎอฮา : 82)
คำถามที่ 15 : เงื่อนไขของการเตาบะฮ์ที่ถูกต้องคืออะไร?
คำตอบ :
1. เลิกจากความผิดพลาด
2. เสียใจจากความผิดพลาดที่ผ่านมา
3. ตั้งใจอย่างแน่วแน่จะไม่กลับไปทำอีก
4.การคืนสิทธิ์และการชดใช้ความเสียหายให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า "บรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขากระทำสิ่งชั่วใด ๆ หรือ อธรรมแก่ตัวเองแล้ว พวกเขาก็รำลึกถึงอัลลอฮ์ แล้วขออภัยโทษในบรรดาความผิดของพวกเขา และใครเล่าที่จะอภัยโทษบรรดาความผิดทั้งหลายให้ได้ นอกจากอัลลอฮ์ และพวกเขามิได้ดื้อรั้นปฏิบัติในสิ่งที่เขาเคยปฏิบัติมา โดยที่พวกเขารู้กันอยู่" [อาละอิมรอน : 135]
คำถามที่ 16 : ความหมายของการเศาะละวาตให้แก่ท่านนบีคืออะไร?
คำตอบ : หมายถึง การที่ื่ท่านขอให้อัลลอฮ์ทรงสรรเสริญท่านศาสดามุฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในหมู่มะลาอิกะฮ์ชั้นสูง
คำถามที่ 17 : จงบอกความหมายของ “สุบหานัลลอฮ์"?
คำตอบ : ตัสบีห์ หมายถึง การประกาศความบริสุทธิ์ของพระองค์ ตะอาลาให้พ้นจากข้อบกพร่อง ข้อตำหนิ และความไม่สมบูรณ์ทั้งปวง
คำถามที่ 18 : จงบอกความหมายของ “อัลหัมดุลิลลาฮ์”?
คำตอบ : หมายถึง การยกย่องสรรเสริญต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา และการยอมรับต่อคุณลักษณะต่าง ๆ ที่สมบูรณ์เพียบพร้อมของพระองค์
คำถามที่ 19 : จงบอกความหมายของ “อัลลอฮุอักบัร”?
คำตอบ : หมายถึง อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่เหนือทุกสรรพสิ่ง และพระองค์ทรงสูงส่ง ทรงยิ่งใหญ่ ทรงเกรียงไกรเหนือสรรพสิ่งทั้งมวล
คำถามที่ 20 : จงบอกความหมายของ “ลาเหาละ วะลากูวะตา อิลลา บิลลาฮ์”?
คำตอบ :หมายความว่า: ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะใด ๆ สำหรับบ่าว และไม่มีพลังอำนาจใด ๆ ที่จะทำเช่นนั้นได้ เว้นแต่ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ์เท่านั้น
คำถามที่ 21 : จงบอกความหมายของ “อัสติฆฟิรุลลอฮ์”?
คำตอบ : หมายถึง การที่บ่าวร้องขอต่อพระผู้อภิบาลให้ลบล้างความผิดและปกปิดข้อตำหนิของเขา
คำถามที่ 3 : อะไรคือผลของการศึกษาในเรื่องศาสนา และคุณค่าของการศึกษาในเรื่องศาสนา?
คำตอบ : เพื่อความถูกต้องในคำพูด การกระทำ ความเชื่อ อันนำไปสู่ความสุขในโลกนี้และโลกหน้า
ในหะดีษจาก มุอาวิยะฮ์ บิน อบีซุฟยาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าว่า: "ผู้ใดที่อัลลอฮ์ประสงค์ประทานความดีงามแก่เขา พระองค์จะทรงให้เขาเข้าใจศาสนา" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
พระองค์จะทรงให้เขาเข้าใจศาสนา : คือทำให้เขามีความรู้เกี่ยวกับคำวินิจฉัยทางกฎหมาย
คำถามที่ 14: ลักษณะของฮิญาบของสตรีมุสลิมคืออะไร?
คำตอบ : ต้องปกปิดทั้งหมดของร่างกาย
- ไม่ควรมีการตกแต่งใดๆ
- ไม่ควรบางจนเกินไป
- ควรให้หลวมๆไม่รัดรูป
- ไม่ใช้เสื้อผ้าที่มีกลิ่นหอม หรือ น้ำหอม (เพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม)
- อย่าให้เหมือนกับเสื้อผ้าของผู้ชาย
- ไม่มีลักษณะคล้ายเสื้อผ้าของผู้หญิงต่างศาสนิก และผิดศีลธรรม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "โอ้นบีเอ๋ย ! จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน และอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ" (อัล-อะห์ซาบ : 59)
ความหมายของอายะฮ์นี้คือ: โอ้ท่านศาสดา จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของท่าน บรรดาบุตรสาวของท่าน และบรรดาสตรีของผู้ศรัทธาให้พวกนางปล่อยผ้าคลุมของพวกนางลงมาคลุมศีรษะและใบหน้าของพวกนางจากเสื้อคลุมและผ้าคลุมของพวกนาง เพื่อปกปิดใบหน้า หน้าอก และศีรษะของพวกนาง นั่นเป็นการดีที่จะทำให้พวกนางเป็นที่รู้จักว่าเป็นผู้มีความละอายและได้รับการปกป้อง ดังนั้น พวกนางจะไม่ถูกล่วงละเมิดหรือได้รับอันตรายใด ๆ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษและทรงเมตตา โดยพระองค์ทรงให้อภัยในสิ่งที่ผ่านมา และทรงเมตตาพวกท่านด้วยการอธิบายสิ่งที่ฮาลาลและสิ่งที่ฮารามแก่พวกท่าน
คำถามที่ 16: การยำเกรง (ตักวา) คืออะไร?
ตอบ: คือ การปฏิบัติความดีและการละเว้นจากบาป
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และจงรู้ไว้ด้วยว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ทรงอยู่กับบรรดาผู้ยำเกรงทั้งหลาย" [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 194]
คำถามที่ 19: เส้นทางสู่ความรุ่งโรจน์และชัยชนะสำหรับชาวมุสลิมคืออะไร?
ตอบ: การทำตามหลักศาสนาอิสลาม และละทิ้งการละเมิดและสิ่งที่เป็นบาป
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย หากพวกเจ้าสนับสนุน (ศาสนาของ) อัลลอฮ์ พระองค์ก็จะทรงสนับสนุนพวกเจ้าและจะทรงตรึงเท้าของพวกเจ้าให้มั่นคง" (มุฮัมมัด : 7)
และอัลลอฮ์ ตะอาลาได้ทรงตรัสว่า: ความว่า "แท้จริงอัลลอฮ์จะมิทรงเปลี่ยนแปลงสภาพของชนกลุ่มใด จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงสภาพของพวกเขาเอง" (อัร-เราะอ์ดุ : 11)
คำถามที่ 20: การวิงวอน (ขอดุอาอ์) มีความสำคัญอย่างไร?
ตอบ: การวิงวอนเป็นหนึ่งในการงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการเชื่อฟังและเป็นการงานที่สร้างความใกล้ชิดต่อพระผู้เป็นเจ้าที่สุด
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "และพระเจ้าของพวกเจ้าตรัสว่า จงวิงวอนขอต่อข้า ข้าจะตอบรับแก่พวกเจ้า ส่วนบรรดาผู้โอหังกต่อการเคารพภักดีข้านั้น จะเข้าไปอยู่ในนรกอย่างต่ำต้อย" [ฆอฟิร : 60]
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "แท้จริงการดุอาอ์นั้น คืออิบาดะฮ์" รายงานโดย อบูดาวูด อัต-ติรมิซีย์ และอิบนุมาญะฮ์